dNews - 05/06/2008
"ยูนิฟ"หวนคืนสังเวียนน้ำผักผลไม้ ทุ่ม100ล้านปูพรมอีเวนต์ดึงลูกค้าเดิม-เพิ่มฐานใหม่ (posted on 05/06/2008)

"ยูนิฟ" หวนกลับคืนสู่จุดแข็ง "น้ำผัก- ผลไม้" ทุ่มกว่า 100 ล้านบาท ตอกย้ำ ผู้นำน้ำผัก ทำแคมเปญ "เติมผักให้ตัวคุณ" พร้อมใช้พรีเซ็นเตอร์ลุยโรดโชว์ อิงเทรนด์สุขภาพเต็มที่ มุ่งเรียกลูกค้าเดิมยูนิฟ กลับมาหา พร้อมสร้างฐานลูกค้าใหม่ เชื่อ มาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 55% ภายในสิ้นปี

นายสมชาญ ศุภปิติพร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่บริษัทได้กลับมารุกตลาดน้ำผัก-ผลไม้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่กว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่หันไปโฟกัส สินค้าอื่นๆ อาทิ ชาเขียว กาแฟ อย่างไรก็ตามจาก กระแสสุขภาพที่เกิดขึ้นในขณะนี้มองว่าถึงเวลาที่บริษัทต้องกลับมาโฟกัสจุดแข็งของ ยูนิฟนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะความแข็งแกร่งในเรื่องของน้ำผักผลไม้ ปัจจุบันก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถตอบสนองเทรนด์สุขภาพได้อย่างชัดเจน

ปีนี้ตลอดทั้งปีได้ทุ่มงบฯการตลาดกว่า 100 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วถึง 40% เปิดตัวแคมเปญ "Unif Mission Vegetable : ยูนิฟปฏิบัติการเติมผักให้ตัวคุณ" ซึ่งมี คอนเซ็ปต์ว่า ปัจจุบันการรับประทานอาหารแต่ละมื้อผู้บริโภครับประทานผักน้อยลง ยูนิฟจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อตอกย้ำคุณประโยชน์ของผักและการมีสุขภาพที่ดีของ ผู้บริโภค โดยมีทีม "ยูนิฟ เวจจี้ แก๊งค์" โรดโชว์ไปตามอาคารสำนักงานต่างๆ

"ที่ผ่านมาตัวเลขตลาดน้ำผัก-ผลไม้ของเราไม่ได้ตกไป เพียงแต่โตไม่เท่ากับตลาดที่โตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้เราเสียมาร์เก็ตแชร์ไปส่วนหนึ่ง การทำกิจกรรมครั้งนี้จะ ถือเป็นการเรียกลูกค้าเก่าๆ ของยูนิฟให้กลับมาและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่เข้ามา"

นายสมชาญย้ำว่า ตลาดน้ำผัก-ผลไม้เป็นสิ่งที่ยูนิฟมีความโดดเด่น และจากนี้ไปกลยุทธ์หลักคือ การลิงก์น้ำผักกับเรื่องสุขภาพ ซึ่งน้ำผักจะสามารถทำได้มากกว่าน้ำผลไม้ ในแง่คุณประโยชน์ที่ได้รับเพียงแต่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังติดเรื่องรสชาติ ตรงนี้บริษัทจะต้องเอดูเคตและเน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิดการทดลองชิมให้มากที่สุด

จากการทำกิจกรรมตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับอย่างดี ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของยูนิฟในตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 100% เพิ่มขึ้น 5% ปัจจุบันยูนิฟ ยังเป็นผู้นำตลาดน้ำผัก-ผลไม้อยู่ที่ 50% จากมูลค่าตลาด 800 ล้านบาท ตามด้วย ทิปโก้ 30% และมาลี 10% และจนถึงสิ้นปีคาดว่าส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 55%

คาดว่าแคมเปญนี้ก็จะส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดในน้ำผัก-ผลไม้ 40% ของยูนิฟเช่นกัน เพราะแคมเปญนี้ถือเป็นการสร้างแบรนด์ ยูนิฟในภาพรวม และปัจจุบันยูนิฟมีส่วนแบ่งในตลาดนี้ 40% จากมูลค่าตลาด 400 ล้านบาท ตลาดนี้จะเติบโตขึ้น 15% เท่ากับการเติบโตของตลาด ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้อยู่ที่ 40%

อย่างไรก็ตาม ในตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 40% บริษัทยังมีความได้เปรียบในเรื่องการจัดจำหน่ายที่สามารถกระจายได้ครอบคลุมทั่วประเทศ เนื่องจากตลาดนี้ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ต่างจังหวัดเพราะมีราคาถูกกว่าตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 100% จากนี้ไปบริษัทจะเน้นเพิ่มความแข็งแกร่งในเรื่องการจัดจำหน่ายให้มากขึ้น

นายสมชาญกล่าวว่า นอกจากนี้จะเน้นการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น อาทิ การเติมสารวิตามินที่มีคุณประโยชน์ หรือการมุ่งสู่ผักระดับพรีเมี่ยมที่ให้คุณค่าทางสารอาหารสูง ซึ่งเป็นแนวทางของตลาดในอนาคต

กระทิงแดง...ซู่ซ่า (อีกรอบ) ปัดฝุ่น "โคล่า" เขย่าน้ำดำ (posted on 05/06/2008)

คอลัมน์ จับกระแสตลาด

ถือเป็นค่ายเครื่องดื่มที่มีการลอนช์สินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง สำหรับ "กระทิงแดง" ของ "เฉลียว อยู่วิทยา"

หากย้อนกลับไปในยุคที่กระแสชาเขียวกำลังเฟื่องฟู กระทิงแดงก็ส่งชาขาว "เพียวริคุ" มาร่วมวง หรือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็มีเครื่องดื่มน้ำส้ม "ฟรุ๊ตฟิตฟอร์ฟัน"

ล่าสุด ได้ส่งเครื่องดื่ม "กระทิงแดง โคล่า" เข้ามาทำตลาด

โดยได้เริ่มทยอยวางสินค้าจำหน่ายผ่านทางร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ขายในราคาเพียงกระป๋องละ 10 บาท (325 ม.ล.) เท่านั้น

แม้จะเป็นการนำสินค้าเดิมกลับมาปัดฝุ่นใหม่

อย่างน้อยๆ ชื่อชั้นของ "กระทิงแดง" ก็มีความขลังมากพอที่จะทำให้เจ้าตลาดน้ำดำ ทั้ง โค้ก-เป๊ปซี่ต้องเหลียวหลังกลับมามอง

แม้ว่าคนในแวดวงน้ำดำอาจจะออกอาการแปลกใจอยู่บ้าง เมื่อทราบว่า กระทิงแดง เริ่มรุกกลับเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มโคล่าอีกครั้ง

หลังจากที่กระทิงแดงได้หยุดการทำตลาด กระทิงแดง โคล่า มาประมาณ 9-10 ปี เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จนักในขณะนั้น

ที่แปลกใจส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากภาพโดยรวมของตลาดน้ำดำในวันนี้นั้นไม่สดใสนัก

แต่ละปีก็มีอัตราการเติบโตที่น้อยนิด แถมยังต้องทำงานกันอย่างหนักขณะเดียวกัน ก็ต้องหาเครื่องดื่มใหม่ๆ เข้ามาเสริม

ถึงขนาดมีการมองว่า น้ำดำนั้นอยู่ในช่วงขาลง

แต่การปัดฝุ่น กระทิงแดง โคล่า ครั้งนี้น่าจะทำให้ตลาดของเครื่องดื่มโคล่ามีความคึกคักและมีสีสันมากขึ้น

แหล่งข่าวจากบริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด ยอมรับกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้นำเครื่องดื่มกระทิงแดง โคล่า กลับมาทำตลาดใหม่ หลังจากที่หยุดทำตลาดเครื่องดื่มโคล่าตัวนี้มาระยะหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าเครื่องดื่มตัวนี้ยังมีศักยภาพในการทำตลาด

ประกอบกับในแง่ของแบรนด์ กระทิงแดง ที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอยู่แล้ว

"เราได้มีการปรับปรุงและพัฒนารสชาติใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และใช้โรงงานที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นฐานการผลิต หลังจากที่เริ่มวางตลาดมาระยะหนึ่งก็ได้รับการตอบรับที่น่าพอใจ"

สำหรับแนวทางการทำตลาด แหล่งข่าวรายนี้บอกว่าหลักๆ ในช่วงแรกนี้ จะเน้นไปที่ความเป็นเครื่องดื่มโคล่า ที่ไม่มีส่วนผสมของกาเฟอีน ซึ่งแตกต่างจากเจ้าตลาดทั้งโค้กและเป๊ปซี่

นอกจากนี้ กระแสของเครื่องดื่มโคล่าที่ไม่มีกาเฟอีน ในตลาดสหรัฐก็ได้รับความสนใจมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของกระแสสุขภาพ

แน่นอนว่า ในสหรัฐก็มีเรด บลู โคล่า ที่ไม่มีกาเฟอีน วางจำหน่ายเช่นกัน

ขณะที่นักการตลาดที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องดื่ม วิเคราะห์ถึงการที่กระทิงแดงหยิบ เครื่องดื่มโคล่า มาทำตลาดใหม่ดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นสินค้าหลักในเวลานี้ เริ่มมีการเติบโตที่ลดน้อยลง เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีมาตรการที่เข้มงวด

ดังนั้น การเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาในตลาดดังกล่าวน่าจะเป็นการหารายได้จากสินค้าใหม่ๆ เข้ามาชดเชยรายได้ที่อาจจะลดลงไป

"สินค้าตัวนี้เชื่อว่า กระทิงแดง คงจะไม่วางขายในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว กระทิงแดงน่าจะส่งออกไปทำตลาดในต่างประเทศด้วย เพราะในอดีตที่ผ่านมา กระทิงแดงโคล่า ก็ส่งออกไปทำตลาดในหลายๆ ประเทศ"

รายงานข่าวจากวงการนำอัดลมระบุว่า นอกจากการลอนช์เครื่องดื่มกระทิงแดง โคล่า ของค่ายกระทิงแดงเข้าสู่ตลาดแล้ว ล่าสุดก็มีเครื่องดื่มโคล่า แบรนด์ใหม่ ชื่อ "เมกกะ โคล่า" (Mecca Cola) ที่เปิดตัวในตลาดด้วยการเริ่มวางจำหน่ายในร้าน 108 Shop ของกลุ่มสหพัฒน์

ซึ่งโคล่าแบรนด์ใหม่นี้เป็นการนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย และใช้กระป๋องสีแดงเช่นเดียวกัน โค้ก และกระทิงแดง โคล่า และขายในราคากระป๋องละ 14 บาท

คึกคักไม่น้อยเลยทีเดียว...น่าติดตาม ไม่น้อย

"โซลิโต้"เดินหน้าลุยกาแฟคั่วบด โรดโชว์ตลาดใหม่"ยุโรป-ญี่ปุ่น" (posted on 05/06/2008)

คอฟฟี่ บีนเนอรี่ เดินหน้าขยายตลาดส่งออกกาแฟคั่วบด เร่งเจาะตลาดญี่ปุ่น-ยุโรป เน้นสร้างแบรนด์ ลุยโรดโชว์ ออกงานแสดงสินค้า จับมือการบินไทยสร้างประสบ การณ์ทดลองชิมผ่านบริการบนเครื่อง

นายอัคคพันธ์ ลีวุฒินันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอฟฟี่ บีนเนอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟคั่วบด ภายใต้แบรนด์ "โซลิโต้" และ "ธารามายา" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจกาแฟคั่วบดยังมีศักยภาพที่จะเติบโตอีกมาก แต่ก็เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายใหม่ๆสำหรับบริษัทจะยังให้ความสำคัญกับธุรกิจส่งออกเมล็ดกาแฟคั่วบดไปจำหน่ายในต่างประเทศโดยวางตำแหน่งเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม จับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์

นายอัคคพันธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการ ส่งออกหลักๆ จะเป็นการส่งออกผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีนและสแกนดิเนเวีย และจากนี้ไปมีแผนจะขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ ทั้งญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งที่มีการบริโภคกาแฟสูง

สำหรับแนวทางการทำตลาด นอกจากการสร้างแบรนด์และสร้างแวลูผลิตภัณฑ์กาแฟให้เป็นที่รับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้นแล้ว บริษัทจะให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมบีโลว์เดอะไลน์ อาทิ การโรดโชว์ด้วยการเปิดบูทตามงานแสดงสินค้าทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการ ร่วมมือกับการบินไทยในการนำกาแฟคั่วบด โซลิโต้ไปให้บริการบนเครื่อง เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์จากการทดลองชิมกาแฟ คั่วบดของบริษัท

"ส่วนการทำตลาดกาแฟคั่วบดในประเทศ ขณะนี้ช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศมีความครอบคลุมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่องทางร้านอาหาร โรงแรม โมเดิร์นเทรด และช่องทางขายตรงที่บริษัทจัดส่งสินค้าสำหรับสมาชิกถึงบ้าน รวมถึงการเป็นซัพพลายเออร์ให้กับผู้ผลิตกาแฟพร้อมดื่ม"

นายอัคคพันธ์ยังกล่าวถึงในส่วนของธุรกิจร้านกาแฟโซเวนเต้ ด้วยว่าที่ผ่านมาในแง่ของยอดขายแต่ละสาขายังไม่แน่นอนนัก เนื่องจากมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่เข้ามากระทบทั้งในเรื่องของสภาวะอากาศ ปัจจัยเศรษฐกิจและกำลังซื้อ รวมถึงการแข่งขันของธุรกิจร้านกาแฟที่มีความรุนแรงมากขึ้น สำหรับบริษัทเองในช่วงจากนี้ไปยังไม่มีแผนขยายสาขาเพิ่ม จากเดิมที่มี 5 สาขา ได้แก่ โรงพยาบาลยันฮี สมิติเวช ตึกไทยประกันชีวิต อาร์ซีเอ และเหม่งจ๋าย

"ตอนนี้แม้ว่าต้นทุนต่างๆ จะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกรณีของเมล็ดกาแฟ นม ค่าแรง ฯลฯ แต่บริษัทก็ยังมีนโยบายที่จะตรึงราคาสินค้าไว้ก่อน ประกอบกับเมื่อปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับราคาไปแล้วครั้งหนึ่งประมาณ 10% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 ปี" นายอัคคพันธ์กล่าว

โออิชิเร่งดันคอฟฟิโอเข้าโชห่วย (posted on 05/06/2008)

โออิชิกระจายสินค้า คอฟฟิโอ คลุมโมเดิร์นเทรดครบแล้ว เร่งบุกช่องทางเทรดดิชันนัลเทรดเต็มที่ โหมหนักบีโลว์เดอะไลน์ พร้อมงบ 100 ล. เป้าแชร์ 10% ยังไม่เปลี่ยน

นายสุธี ธรรมสิทธิ์บูรณ์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ แบรนด์ คอฟฟิโอ บาย โออิชิ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการเปิดตัวกาแฟ บรรจุขวด คอฟฟิโอบายโออิชิมาได้ประมาณ 2 เดือน นับว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องของแบรนด์อะแวร์เนสนั้นถือว่าเกือบ 100%

ขณะนี้ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถกระจายเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดได้ 100% ส่วนช่องทางการจำหน่ายแบบเทรดดิชันนัลเทรดนั้น ยังไม่ครบคุลุมพื้นที่ หรือได้ประมาณ 80% แล้ว ซึ่งคาดว่าในเร็วๆนี้จะครบได้หมด แต่ที่ผ่านมาก็ถือว่ากระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วแล้ว

แผนการตลาดจากนี้ไปจะมุ่งเน้นการทำบีโลว์เดอะไลน์ เช่น การโรดโชว์ การแจกตัวอย่างสินค้า การจัดแคมเปญต่างๆ ซึ่งล่าสุดได้จัดแคมเปญ “ปฎิบัติการสดเต็มตาทุกแมตช์กับคอฟฟิโอ” เพื่อรองรับกระแสฟุตบอลยูโร 2008 และ “คอฟฟิโอ กาแฟสดในขวด จากโออิชิ” โดยการเดินสายคาราวานแจกสินค้าให้แฟนบอลได้ชิมกันตามสถานที่ต่างๆเช่น สถานีรถไฟฟ้า อาคารสำนักงานต่างๆ ศูนย์การค้าต่างๆ เป็นต้น โดยสร้างห้องจำลองเพื่อให้บริการกาแฟสดตามแหล่งชมการแข่งขันที่สำคัญ และการร่วมมือกับทางเซเว่นอีเลฟเว่น มอบส่วนลดจำหน่ายเพียง 22 บาทต่อขวด จากปรกติราคา 25 บาทต่อขวด ถึงวันที่ 25 มิถุนายนศกนี้

ทั้งนี้บริษัทฯตั้งงบประมาณด้านการทำตลาดแบรนด์คอฟฟิโอไว้ทั้งปีนี้ 100 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีการปรับงบแต่อย่างใด โดยตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดในปีแรกไว้ประมาณ 10% จากมูลค่าตลาดรวม 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็น กาแฟอาร์ทีดี 8,000 ล้านบาท และที่เป็นร้านกาแฟประมาณ 5,000 ล้านบาท

มาม่าส่งซูเปอร์โบวล์อัพราคา เพิ่มตัวแทนย่อยลดต้นทุนพุ่ง (posted on 05/06/2008)

สหพัฒนพิบูล แก้เกมบะหมี่ซองมาร์จิ้นน้อย ลุยปั้น “มาม่าซูเปอร์ โบวล์” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียม ราคา 39 บาท พร้อมเพิ่มตัวแทนจำหน่ายย่อยแก้เกมต้นทุนการผลิตพุ่ง โชว์ 5 เดือน ยอดขายโตพรวด 10%

นางเพ็ญนภา ธนสารศิลป์ กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่า ผลพวงจากต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขอขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ซองทำได้ยาก หลังจากก่อนหน้านี้ได้ปรับขึ้นไปแล้วจาก 5 บาท เพิ่มเป็น 6 บาท ดังนั้นขณะนี้บริษัทฯได้วางแผนเปิดตัวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ซูเปอร์โบวล์ ลงสู่ตลาด โดยเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูประดับพรีเมียมจำหน่ายราคา 39 บาท

ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบิ๊กโบวล์ จำหน่ายราคา 29 บาทจะนำออกจากตลาดไป ทั้งนี้การเปิดตัวสินค้าใหม่ เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบาย และขณะเดียวกันก็ต้องการอาหารที่มีคุณค่ามากขึ้น โดยนำร่อง 2 รสชาติ ได้แก่ รสต้มยำขาหมู และแกงกะหรี่หมู นอกจากนี้บริษัทยังได้เปิดจุดย่อยตัวแทนจำหน่ายให้มากขึ้น จากเดิมในเครือจะมีตัวแทนจำหน่าย 60-70 รายทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า

ส่วนด้านราคาสินค้าปีนี้ยังไม่มีแผนปรับราคาขึ้น หากวัตถุดิบการผลิตโดยเฉพาะแป้งสาลียังไม่ขึ้นราคาไปมากกว่านี้ ขณะที่ปัญหาภาวะเงินเฟ้อแม้ว่าปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักแต่ไม่ได้กังวล เพราะมองว่าผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าที่จะเป็นและตัดสินค้าที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ออกไป ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่มาม่าไม่ได้รับผลกระทบ แต่กลับได้รับอานิสงส์เนื่องจากเป็นอาหารที่ถูกไม่แพงราคา 6 บาท จึงส่งผลให้มาม่าในช่วง 5 เดือน มีอัตราการเติบโต 10%

แนวโน้มการแข่งขันตลาดอุปโภคบริโภคหันมาทำโปรโมชันอย่างรุนแรง เนื่องจากต้องการแย่งกำลังการซื้อของผู้บริโภค โดยพบว่า เครื่องดื่มชา กาแฟ นมพร้อมดื่ม รวมทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจัดรายการ ลด แลก แจก แถม สำหรับมาม่าที่ผ่านมามีการจัดโปรโมชันแจกทองเป็นประจำทุกปี ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังมองว่าไม่มีปัจจัยที่น่ากังวล แม้ว่าจะมีปัจจัยลบต่างๆนานา แต่บริษัทกลับมองว่าเป็นผลดีต่อตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งภายในปีนี้บริษัทก็ยังมีแผนที่จะเปิดตัวรสชาติใหม่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดซอง เพื่อสร้างสีสันทางตลาดและกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง

“ ปีนี้จะมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิตเป็นหลัก ส่วนต้นทุนจากการขนส่งไม่กังวลมากนัก เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% แต่ทางบริษัทจะหันใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น” นางเพ็ญนภา กล่าว

"แอลจี" ลั่นล้มแชมป์แบรนด์ญี่ปุ่น ส่งนวัตกรรม-ดีไซน์ขึ้นชั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าพรีเมี่ยม (posted on 05/06/2008)

"แอลจี" เดินเครื่องสานแคมเปญลบภาพแบรนด์คุ้มค่าคุ้มราคา เข็นแอลซีดี "สกาเล็ต" นำร่อง ก่อนขยายสู่เครื่องซักผ้า-ตู้เย็น ประกาศชูดีไซน์และนวัตกรรมหวังสร้างความต่าง เผยเป้าหมายบริษัทแม่เล็งล้มค่ายญี่ปุ่น ขึ้นแท่นผู้นำตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทยภายในปี 2012

นายวูดดี้ นัม ประธานกรรมการบริหาร แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ภูมิภาคเอเชีย กล่าวถึงแนวทางการสร้างแบรนด์เพื่อนำแอลจี ก้าวขึ้นสู่แบรนด์พรีเมี่ยมและมีนวัตกรรมว่า หลังจากบริษัทแม่ประกาศเป็นนโยบายระดับโกลบอลถึงรูปแบบการทำตลาดด้วยการกำหนดเป้าหมายให้แอลจีติด 1 ใน 3 แบรนด์หลักของโลกภายในอีก 2 ปี จากปัจจุบันแอลจีติดอยู่อันดับ 4-5 ของตลาดคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์นั้น

ซึ่งบริษัทจะเน้นสร้างภาพลักษณ์และการรับรู้ที่ดีในตัวสินค้าให้กับลูกค้ามากขึ้น โดยหลังจากนำร่องที่กลุ่มสินค้าแอลซีดีทีวีภายใต้คอนเซ็ปต์สกาเล็ต และจะขยายไปยังกลุ่มสินค้าเครื่องซักผ้า และตู้เย็น เป็นต้น

ผู้บริหารแอลจียอมรับว่า ก่อนหน้านี้การรับรู้ของลูกค้าส่วนใหญ่ยังมองว่า แอลจีเป็นแบรนด์คุ้มค่าคุ้มราคาเมื่อเทียบกับแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าค่ายคู่แข่งจากญี่ปุ่น แต่การสื่อสารและรูปแบบทางการตลาดต่อจากนี้ไป แอลจีจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของนวัตกรรมและดีไซน์ที่จะเป็นตัวนำเพื่อสร้างความแตกต่างและภาพลักษณ์แบรนด์

"เมืองไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศหลักที่บริษัทแม่ให้ความสำคัญมาก คือ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เพราะมีศักยภาพการเติบโตของตลาดมหาศาลนั้น ได้เริ่มต้นรูปแบบกิจกรรมกับกลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่นในลักษณะของเอ็นเตอร์เทนเมนต์มาร์เก็ตติ้ง การจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจจัดประกวด แอลจี สตาร์ ทาเลนต์ ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านค้าใหม่ๆ เพื่อผลักดันยอดขายและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด"

ทั้งนี้จากการสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าในเมืองไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะรู้จักและนิยามตัวสินค้าของแบรนด์ได้ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับประเทศอินเดียที่เป็นตลาดขนาดใหญ่มีแอลจีเป็นผู้นำตลาดนี้อยู่นั้น พบว่าการรับรู้ของลูกค้าเมื่อเอ่ยถึงแบรนด์ แอลจีจะสูงถึง 70-80%

และคาดว่าหลังจากบริษัทเทน้ำหนักที่การสร้างแบรนด์นี้อย่างเต็มรูปแบบนี้แล้วจะช่วยให้การรับรู้ของแบรนด์แอลจีในเมืองไทยเพิ่มขึ้นอีก 50% เช่นเดียวกับสัดส่วนของ สินค้าแบรนด์พรีเมี่ยมที่ขยายยอดขายมากขึ้น และก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทยภายในปี 2012 จากปัจจุบันเป็นอันดับ 3 ของตลาดรวม

การเป็นผู้สนับสนุนหลักในกิจกรรม แอลจี สตาร์ซ ทาเลนต์ ซึ่งเป็นรายการเรียลลิตี้ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการร้อง การแสดง และการเต้น 16 คน ที่ได้รับการคัดเลือกจากหนุ่มสาว ทั่วประเทศ 4,000 คน มาใช้ชีวิตอยู่ใน แอลจีเฮาส์เพื่อฝึกฝนทักษะเพิ่มเติม

โดยมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือของแอลจีเพื่ออำนวยความสะดวก พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้เข้าแข่งขัน ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างแบรนด์แอลจี ทำให้ลูกค้าได้เห็นถึงความโดดเด่นของสินค้าอย่างชัดเจน รวมถึงสามารถจดจำแบรนด์ แอลจีและสร้างกระแสความต้องการใหม่ๆ และสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เคล็ดลับแม่ทัพพานาฯ สร้างแบรนด์ครองใจเด็ก (posted on 05/06/2008)

ไม่ต้องแปลกใจถ้าช่วง 2-3 ปีมานี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าแทบทุกรายต่าง ตั้งเป้าวางกลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่นเป็น 1 ในทาร์เก็ตหลักที่ต้องเข้าถึงและคว้าใจมาให้ได้

ด้วยเพราะกำลังซื้อที่สูง และเมื่อวัยนี้รักใคร (แบรนด์) แล้ว ล้วนรักจริงและซื้อจริง ที่สำคัญมีจำนวนมหาศาลและเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สินค้าที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าผลิตออกมาล้วนต้องสร้างความแตกต่าง หลากหลายสีสัน และโดนใจ

เช่นเดียวกับ "พานาโซนิค" เมื่อก่อนร้อยทั้งร้อยของกลุ่มลูกค้าหลักมักเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานช่วงตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เหนียวแน่น คือ กลุ่มแม่บ้านวัยมากกว่า 50 ปี

นี่คือโจทย์ใหญ่ของพานาโซนิคที่จะต้องหาทางขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม แทนที่คอร์ทาร์เก็ตเดิมที่เริ่มสูงวัยขึ้นไปเรื่อยๆ ควบคู่กับสินค้าและรูปแบบกิจกรรมทางการตลาดใหม่ๆ ที่จะเจาะเข้าถึงกลุ่มนิวทาร์เก็ตให้ได้

"ฮิโรทากะ มุราคามิ" ซีอีโอคนใหม่ของกลุ่มบริษัทพานาโซนิคประเทศไทย ที่ย้ายมาจากประเทศอังกฤษ แทน "ไดโซ อิโตะ" ที่โยกย้ายตามวาระไปดูตลาดที่อินเดีย

หลังจากที่ซีอีโอคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งได้เดือนกว่าๆ เขายอมรับว่ายังใหม่อยู่มากกับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทย และขอเวลาศึกษาตลาดอีกสักพัก โดยเมื่อตอนอยู่ที่อังกฤษเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลในส่วนของโรงงานที่เป็นฝ่ายผลิต จึงยากที่จะเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมลูกค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในทั้ง 2 ตลาด เพื่อที่จะนำมาเพิ่มประสิทธิภาพหรือประยุกต์ใช้กับเมืองไทย

แต่ที่เดินหน้าต่อเนื่อง คือ โครงการเพื่อสังคมโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเด็ก ซึ่งเป็นแนวทางที่พานาโซนิคประเทศไทยทำมา ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการศึกษาและ สิ่งแวดล้อม ตามนโยบายที่บริษัทแม่ได้วางกรอบให้พานาโซนิคในแต่ละประเทศต้องยึดหลัก 3 ข้อ คือ 1.สินค้าภายใต้แบรนด์พานาโซนิคต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลูกค้า 2.โรงงานผลิตต้องให้ความสำคัญ กับสิ่งแวดล้อม และ 3.การคืนกำไรและตอบแทนในสังคมที่อยู่

"โครงการสร้างสรรค์ ฉลาดคิด ผลิตข่าวกับพานาโซนิค" หรือ Panasonic kid witness news (kwn) เป็นโครงการต่อเนื่องก้าวสู่ปีที่ 5 ของพานาโซนิค นอกจากเป็น 1 ในกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว โครงการนี้ยังตอบโจทย์ของแบรนด์ พานาโซนิคที่ต้องการเข้าถึงและใกล้ชิดกับกลุ่มทาร์เก็ตมัธยมศึกษาได้เป็นอย่างดี

โดยรูปแบบของการคัดเลือกเด็กระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนทั่วประเทศเข้ามาร่วมประกวดผลิตรายการโทรทัศน์ ที่เป็นข่าวและสารคดี ซึ่งแต่ละทีม จะได้ใช้สินค้าของพานาโซนิค อาทิ กล้องบันทึกเครื่องเล่นดีวีดีตัดต่อ และไมโครโฟน เป็นต้น โดยที่ร้านค้าดีลเลอร์พานาโซนิค ทั่วประเทศก็จะเข้ามามีส่วนร่วมในแง่ของการเป็นจุดโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมนี้

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของโครงการเด็กๆ ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 80 ทีมในปีแรก กระโดดเป็น 150 ทีม ทั่วประเทศ และในปีนี้คาดว่าโรงเรียนต่างๆ จะสนใจเข้าแข่งขันมากกว่า 200 ทีม

สำหรับทีมที่ชนะนอกจากรางวัลต่างๆ แล้วยังจะเข้าไปแข่งในระดับภูมิภาคกับ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

แน่นอนว่าในระหว่างนั้นการรับรู้และซึมซับในแบรนด์พานาโซนิคของกลุ่มเด็กและเยาวชนย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

แบงก์-น็อนแบงก์ตัดไฟแต่ต้นลม ช่วยลูกหนี้วางแผนชำระสกัดNPL (posted on 05/06/2008)

แบงก์-น็อนแบงก์หัวหมุน เจอพิษค่าครองชีพแพงซัดลูกหนี้รายบุคคลหมดปัญญาชำระหนี้ ตั้งกราดสูงวางโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้-ลดดอกเบี้ย-ลดวงเงินผ่อนชำระน้อยลง ย้ำไม่รีบช่วยตั้งแต่แรกเริ่ม ลูกหนี้อาจกลายสภาพเป็นหนี้เสียเจอภาระตั้งสำรอง

ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เงินเฟ้อและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกด้าน สินค้าต่างๆ ทยอยปรับราคาขึ้น ภาระทางการเงินของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงมีรายได้เท่าเดิม ในภาวะเช่นนี้เริ่มมีสถาบันการเงินหลายแห่งปรับตัวด้วยการหามาตรการมาช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้บริโภคในช่วงนี้ เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียซึ่งอาจลุกลามบานปลาย และเป็นภาระที่ธนาคารต้องตั้งสำรอง

นางมาริสา ธเนศวงศ์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันธนาคารได้เตรียมมาตรการรับมือเพื่อให้ความช่วยเหลือสมาชิกบัตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น 2 ประการ ได้แก่ 1.กรณีลูกค้าที่เป็นหนี้เสีย ธนาคารจะเรียกมาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อจัดแพ็กเกจการผ่อนชำระรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับกำลังความสามารถของลูกหนี้ที่จะผ่อนชำระได้ รวมถึงคิดดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ 2.กรณีลูกค้ายังไม่เป็นหนี้เสีย แต่เริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระหนี้ สามารถเข้ามาเจรจากับธนาคารได้เพื่อขอเข้าโปรแกรม "เอสซีบี ดีจัง" ที่จะผ่อนชำระเป็นรายเดือน อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.8% นาน 10 เดือน

นายพิริยะ วิเศษจินดา ประธานจีอี มันนี่ ประเทศไทย กล่าวว่า จีอี มันนี่ได้จัดโครงการบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ หรือปัญหาอื่นๆ ซึ่งสามารถลดภาระทางการเงินได้หลายทาง เช่น จ่ายดอกเบี้ยลดลง ลดจำนวนเงินผ่อนชำระต่อเดือน รวมถึงยืดเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้นโดยลูกค้าที่ร่วมโครงการและสามารถชำระหนี้เสร็จสิ้นตามระบุในสัญญา จีอี มันนี่จะรายงานไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือเครดิตบูโรว่าสถานะบัญชีเป็นปกติ

"ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาฐานข้อมูลและประวัติการชำระเงินของลูกค้าเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและจะติดต่อลูกค้าเพื่อสอบถามความสมัครใจในการเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มนำร่องโครงการนี้มาตั้งแต่ต้นปี มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 5,000 ราย" นายพิริยะกล่าว

นายธีรินทร์ เต่าทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้เปิดให้ลูกค้าที่มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลงเข้ามาเจรจาเพื่อหาทางลดภาระร่วมกัน เช่น ลดวงเงินชำระออกไประยะหนึ่ง เช่น 3-6 เดือน จากเดือนละ 2 หมื่นบาท เหลือ 1.5 หมื่นบาท และหากอนาคตรายได้ของลูกค้าดีขึ้นเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจแล้วก็ค่อยกลับมาชำระในจำนวนเท่าเดิม

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ถ้าลูกหนี้เห็นว่าความสามารถในการชำระหนี้ลดลงสามารถเข้ามาขอปรับโครงสร้างการชำระหนี้กับธนาคารได้ แต่การปรับดังกล่าวจะติดเป็นประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ว่าเคยมีการปรับโครงสร้างหนี้ อาจทำให้ขอสินเชื่อครั้งต่อไปธนาคารอาจพิจารณาเข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างนี้ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้เป็นหนี้ด้อยคุณภาพ เพราะจะเป็นประวัติที่ไม่ดีที่สุด เป็นอุปสรรคต่อการขอสินเชื่อครั้งต่อไป

นายยุทธชัย เตยะราชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า หากลูกหนี้รายใดเริ่มรู้ตัวว่ามีปัญหาเรื่องการชำระหนี้ สามารถเข้ามาเจรจากับธนาคารได้ โดยธนาคารจะมีระบบช่วยปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้การผ่อนชำระของลูกหนี้ไม่ตึงเกินไป

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร กล่าวว่า การที่สถาบันการเงินหลายแห่งปรับเงื่อนไขสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่ผู้บริโภคสามารถชำระได้ก่อนจะเกิดปัญหาหนี้เสีย พร้อมกับรายงานสถานะบัญชีปกติมาที่เครดิตบูโร เพื่อรักษาประวัติทางการเงินของลูกค้าเอาไว้ ถือเป็นสิ่งที่ทำได้และไม่ผิดเงื่อนไขของเครดิตบูโร เนื่องจากลูกค้าไม่ได้ผิดนัดชำระแต่อย่างใด

สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรปรับตัวในขณะนี้ คือ ไม่ควรก่อหนี้เพิ่มขึ้นและปรึกษาสถาบันการเงินหากรู้ตัวว่าความสามารถในการผ่อนชำระเริ่มมี ปัญหา เพื่อรักษาประวัติทางการเงิน เอาไว้ หากเป็นไปได้อาจรีไฟแนนซ์หรือ ยืดอายุสินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินส่วนต่างที่ผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง มาโปะในสินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยสูง เพื่อให้หมดเร็วขึ้น นายนิวัฒน์กล่าว

นางสาวสุกัญญา อุดมวรนันท์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง กล่าวว่า แนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นประเด็นที่สถาบันการเงินต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะบางแห่งที่เน้นการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ารายย่อยที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าว

"ประเด็นที่ยังต้องติดตามสถาบันการเงิน คือ เรื่องของ NPL โดยเฉพาะกลุ่มที่ปรับโครงสร้างหนี้มาเป็นหนี้ปกติอาจกลับไปเป็นหนี้เสียได้ ซึ่งขณะนี้เห็นสัญญาณจากกลุ่มเครดิตการ์ด เช่าซื้อ สินเชื่อบุคคล" นางสาวสุกัญญากล่าว

ธปท.แจ้งข่าวร้ายดอกเบี้ยขาขึ้น (posted on 05/06/2008)

ธปท.เรียกเอกชนแจงปัญหาเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น แนะเตรียมรับมือ

เมื่อวานนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญตัวแทนจากภาคธุรกิจ อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมผู้นําเข้าและส่งออก และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เข้าพบ

ทั้งนี้ ประเด็นหารือประกอบด้วย การดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวสมดุล และคล่องตัวมากขึ้น ช่วยให้ดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนขาออกเป็นทิศทางที่ถูกต้องขึ้น แต่ ธปท.ควรระวังไม่เปิดช่องให้เกิดการเก็งกําไร

สำหรับประเด็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ ธปท.แนะนำเอกชนให้ปรับปรุงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะการปรับตัวต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น มาตรการประหยัดพลังงานและสร้างพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน และที่ประชุมมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน การที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงไม่เอื้อต่อการออมของประเทศ อาจทําให้มีการหันไปลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทเพิ่มขึ้น จนอาจเกิดปัญหาราคาสินทรัพย์ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น

ด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่ประชุมเป็นห่วงสถานการณ์เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่ง ธปท.ชี้แจงว่า ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ให้เป็น ไปตามสถานการณ์ ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเข้าใจ และมองภาพต่อไปในการดำเนินธุรกิจได้

ขณะเดียวกัน ธปท.ได้แจ้งให้ทราบถึงการยุติบทบาทการเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีแล้ว ซึ่งทางสภาหอการค้าไทยอาจจะมีการหารือกับ รมว.คลัง ให้ช่วยเหลือต่อไป

กรุงไทยโขกกดเอทีเอ็มต่างธนาคาร (posted on 05/06/2008)

ลูกค้ารายย่อยอ่วม “กรุงไทย” เตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมกดเอทีเอ็มต่างธนาคารเป็น 5 บาท ในเดือนหน้า

นายสหัส ตรีทิพยบุตร รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารเตรียมปรับขึ้นค่ธรรมเนียมการกดเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มต่างธนาคารในเดือน ก.ค. นี้

ทั้งนี้ หากลูกค้าใช้บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกดเงินต่างธนาคาร ตั้งแต่ครั้งที่ 5 จะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจาก 3 บาท เป็น 5 บาทต่อ ครั้ง เนื่องจากธนาคารมีภาระต้นทุนสูงขึ้นในการจ่ายค่าธรรมเนียม การทำรายการระหว่างธนาคาร ซึ่งหลายธนาคารได้ปรับขึ้น ค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าใช้บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกดเงินที่เครื่องเอทีเอ็มของธนาคาร ก็ไม่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมเพิ่ม

“เมื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เพิ่มจากลูกค้าแล้ว ต้องมีเครื่อง เอทีเอ็มรองรับให้เพียงพอ ซึ่ง ในปีนี้ธนาคารได้ตั้งเป้าติดตั้ง เพิ่มไม่ต่ำกว่า 2,000 เครื่อง ปัจจุบันธนาคารมีเครื่องเอทีเอ็มกว่า 5,200 เครื่องทั่วประเทศ สามารถ รองรับความต้องการใช้บริการ ของลูกค้าผู้ถือบัตรเอทีเอ็มและ บัตรวีซ่าเดบิตของธนาคารกว่า 9 ล้านบัตร”

ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมนี้เป็นการขึ้นตามธนาคารอื่นๆ

เรียวอิจิ ซาซากิ "โตโยต้า NGV มาแน่ !! สิ้นปีนี้" (posted on 05/06/2008)

สัมภาษณ์

ในยุคที่ราคาน้ำมันแพงยิ่งกว่าทองคำอยู่ในเวลานี้ บริษัทรถยนต์ทั้งหลายต่างพยายามขวนขวายหาแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ เข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการลดภาระให้กับผู้บริโภค

นอกจากนั้นยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ผ่านพ้นยุคของเชื้อเพลิงฟอสซิลไปได้ ซึ่งเชื้อเพลิงในอนาคตมีหลากหลายตามที่เทคโนโลยีของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาต่อไป

สำหรับ "โตโยต้า" ยักษ์ใหญ่ชั้นนำแห่งวงการรถยนต์ ได้พยายามพัฒนา เชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ เช่นกัน ล่าสุดได้เซ็นเอ็มโอยูกับ ปตท.เพื่อพัฒนาเชื้อเพลิงชนิดใหม่ "BHD" หรือ Bio-Hydrogenated Diesel ซึ่งเป็นทางออกสำหรับน้ำมันดีเซลในอนาคต

ส่วนทิศทางด้านพลังงานทางเลือกของโตโยต้านั้น นายเรียวอิจิ ซาซากิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเซียแปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TMAP-EM) ได้อธิบายถึงแนวทางการพัฒนาไว้อย่างชัดเจน

- ทิศทางการพัฒนาพลังงานทางเลือกของโตโยต้า

การจะพัฒนาทางด้านพลังงานเชื้อเพลิงของแต่ละประเทศนั้นควรมีทิศทางที่ชัดเจน และจะต้องมองถึงการมีพลังงานทดแทนชนิดนั้นมาซัพพอร์ตความต้องการของประชาชนในประเทศได้อย่างมั่นคง นอกจากนั้นยังต้องมองในด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องพลังงานที่จะต้องทำควบคู่กันไปด้วย สำหรับโครงการที่โตโยต้าได้ร่วมมือกับทาง

ปตท.นั้น ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ของน้ำมันดีเซล และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับอนาคต

นอกจากนั้น ยังมีเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทั้งเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ไบโอเอทานอล และซีเอ็นจี ซึ่งเมื่อมองแต่ละตัวแล้วคิดว่าทางเลือกที่น่าจะครอบ คลุมทุกอย่างได้ คือ ไฮบริดเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามเชื้อเพลิงทุกอย่างที่กล่าวมาทำให้เราต้องมีรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงที่ หลากหลายและมีรถยนต์ที่เหมาะสมกับ เชื้อเพลิงแต่ละชนิด

ขณะเดียวกัน ยังต้องมองถึงระบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไฮบริดถือเป็นระบบที่ดีที่จะนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และยังมีฟิวเอลเซลล์ที่เป็นเชื้อเพลิงในอนาคตอีกด้วย

- โตโยต้าสนับสนุนโครงการ BHD อย่างไร

โครงการนี้เป็นแผนงานในอนาคต ซึ่ง โตโยต้าให้การสนับสนุนโดยการให้รถยนต์และเครื่องยนต์ไปทดสอบน้ำมัน และนำไปโมดิฟายให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ซึ่งเราคงต้องดูว่าจะมีการปรับแก้ไขตรงไหนบ้าง เพื่อนำข้อมูลมาใช้สำหรับการผลิต ต่อไป

ปัจจุบันการใช้น้ำมันดีเซลในเมืองไทย มีการบริโภคอยู่ที่ 50 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งถ้า โครงกาารสำเร็จจะสามารถนำมาทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้ทั้งหมด อยู่ที่ว่าในขั้นตอนของการผลิตเพื่อใช้จริงนั้นจะสามารถผลิตได้หรือไม่ ต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบจะมีเพียงพอแค่ไหน ซึ่งต้องมีการเก็บข้อมูลต่อไป อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงทางเลือกที่ทุกคนคาดหวัง

- เชื้อเพลิง BHD แตกต่างจากน้ำมันดีเซลอย่างไร

ขั้นตอนการผลิตเชื้อเพลิงชนิดนี้อธิบายง่ายๆ ได้ว่า นำเอาน้ำมันพืชหรือน้ำมันจากสัตว์ที่จะเป็นวัตถุดิบ แล้วนำเอาไฮโดรเจนเข้ามาแทร็กกิ้งเพื่อให้มีการแตกตัวเป็นน้ำมันดีเซล โดยกระบวนการผลิตทำได้ในโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งข้อดีของเชื้อเพลิงชนิดนี้ คือ มีสเป็กดีกว่าน้ำมันดีเซล เพราะไม่มีสารซัลเฟอร์เลย และยังมีสเป็กต่างๆ ที่สูงกว่า และเรายังสามารถนำมาใช้แทนดีเซลได้ถึงบี 100

ปัจจุบันที่ประเทศฟินแลนด์กับบราซิล กำลังพัฒนาเชื้อเพลิงชนิดนี้อย่างจริงจัง เพราะถือเป็นทางออกสำหรับน้ำมันดีเซลในอนาคต และไม่ต้องกังวลว่าจะมีการปรับแต่งเครื่องยนต์อย่างไร เพราะเชื้อเพลิงชนิดนี้สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซลได้ทันทีโดยไม่มีผลต่อเครื่องยนต์ แต่ในเรื่องของต้นทุนการผลิตนั้นต้องขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันพืชและวัตถุดิบพื้นฐานอื่นๆ ด้วย ซึ่งโครงการนี้จะใช้การทำวิจัยประมาณ 2 ปี

- โตโยต้ามีแผนงานด้านเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นหรือไม่

ที่จะกำลังดูอยู่ก็มีซีเอ็นจีหรือเอ็นจีวี ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ โดยจะเป็น การผลิตจากโออีเอ็มซึ่งออกจากโรงงาน โตโยต้าโดยตรง มีกำหนดออกสู่ตลาดภายในสิ้นปีนี้ ส่วนไฮบริดนั้นเรากำลังพัฒนาอย่างจริงจัง และจะมีการทำตลาดอย่างจริงจังด้วย เห็นได้จากการที่เราได้นำพรีอุสออกมาจำหน่ายทั่วโลก

สำหรับเมืองไทยนำซีบียู (รถยนต์นำเข้า) เข้ามาทำตลาดแต่มีราคาสูง ส่วนซีเคดี (ผลิตในประเทศ) นั้นเรากำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งเป้าหมายน่าจะเป็นแมสสำหรับตลาดเมืองไทยได้โดยเราจะเริ่มในรุ่นใดรุ่นหนึ่งก่อน

สำหรับประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติ เป็นของตัวเองที่สามารถนำมาใช้ได้ และยังเป็นการลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศด้วย ขณะที่ก๊าซธรรมชาติยังเหมาะกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และมีราคาถูกเพราะสามารถหาได้ในประเทศ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

แต่เอ็นจีวีอาจจะมีปัญหาบ้างในเรื่องพื้นที่ติดตั้งถังแก๊สในตัวรถ รวมทั้งตัวถังแก๊สที่จะต้องให้ได้คุณภาพและใช้งานได้ทนทาน นอกจากนั้นราคาจำหน่ายอาจ จะสูงกว่า แต่ถ้าเทียบกับการใช้งานแล้วน่าจะคุ้มค่า

ขณะที่กำลังของรถอาจจะตกลงนิดหน่อย ซึ่งเราอาจจะแทบไม่รู้สึก แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะการใช้ในชีวิตประจำวันไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเหมือนกับรถแข่ง

"ยนตรกิจ" คัมแบ็กบุกทุกเซ็กเมนต์ เทงบฯ หนุนดีลเลอร์จับลูกค้าครอบคลุมทุกพื้นที่ (posted on 05/06/2008)

"ยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน" เปิดฉากโชว์วิสัยทัศน์ หัวเรือใหญ่ "สรวิศย์-วิเชียร ลีนุตพงษ์" ประกาศจัดทัพบุกตลาด วางตำแหน่งแบรนด์และรถยนต์บุกทุกเซ็กเมนต์ แถมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ลุยตลาดเพิ่ม หนุนดีลเลอร์กุมพื้นที่เป้าหมาย ตั้งเป้าขยาย เครือข่ายครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานถึงความคืบหน้าของการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มยนตรกิจกรุ๊ปว่า ในส่วนของกลุ่มยนตรกิจภายใต้การบริหารงานของนายสรวิศย์ ลีนุตพงษ์ และนายวิเชียร ลีนุตพงษ์ หลังจากที่ได้ย้ายสำนักงานมาอยู่ที่อาคารยนตรกิจ ย่านถนนสุรวงศ์ ซึ่งเดิมเป็นสำนักงานและโชว์รูมรถยนต์เปอโยต์แล้วนั้น ขณะนี้ทางกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนชื่อที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยใช้ชื่อว่า "ยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน" เพื่อให้เป็นเอกเทศและมีแนวทางการดำเนินธุรกิจในแนวของตัวเอง

ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกลุ่มยนตรกิจกรุ๊ปได้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินและการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน โดยมีการแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.นายสรวิศย์และนายวิเชียร ลีนุตพงษ์ ได้เป็นผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ในเครือหลายยี่ห้อ ได้แก่ ออดี้ ซีตรอง เกีย มิตซูโอกะ นาซ่า สโกด้า เซียท และโรงงานประกอบรถยนต์ไทยประดิษฐ์ 2.นายวิโรจน์และนายวิทิต ลีนุตพงษ์ เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์โฟล์กสวาเกนและโรงงานประกอบรถยนต์วายเอ็มซี แอสเซมบลีย์ รวมทั้ง อาคารสำนักงานอีกบางส่วน 3.นายพลกฤษและพสุพงษ์ ลีนุตพงษ์ เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เปอโยต์

ทั้งนี้นายสรวิศย์ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่า ยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน ซึ่งขณะนี้ได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งอยู่ที่อาคารยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน ถนนสุรวงศ์ กรุงเทพมหานคร ได้จัดสัมมนาผู้แทนจำหน่ายและสาขาทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วย Audi, Citroen, Kia, Mitsuoka, Naza, Skoda และ Seat ในหัวข้อ "มุมมองใหม่ วิสัยทัศน์ อนาคต ยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานธุรกิจยานยนต์ในปัจจุบันสู่อนาคตเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่กระจ่าง แจ้งและถูกต้องของผู้แทนจำหน่ายและสาขาของบริษัท

"นโยบายหลักของยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน คือเน้นการใช้มุมมองใหม่ ซึ่งได้แก่การรวมแบรนด์รถยนต์และหน่วยงานรองรับธุรกิจในสังกัดเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้การบริหารจากตึกบัญชาการหลักแห่งเดียว สำหรับจัดการบริหารองค์กรเพื่อตอบ สนองความต้องการของผู้บริโภคที่มี ความหลากหลายและขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน ได้จัดสรรยนตรกรรมคุณภาพในระดับราคาตั้งแต่ 3.5 แสนบาทขึ้นไปจนถึง 11 ล้านกว่าบาท ไว้ให้กับลูกค้าชาวไทยแล้ว"

พร้อมกันนี้บริษัทกำลังเร่งสำรวจความต้องการของผู้ใช้รถยนต์เพื่อจับกลุ่มผู้ใช้ที่พอใจการขับขี่ในแบบต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความต้องการรถยนต์แบบสปอร์ต แบบครอบครัว แบบประหยัด แบบเอ็มพีวี กระทั่งรถตู้ หรือรถบรรทุก รวมถึงรถยนต์ที่มีลักษณะโดดเด่นแบบลิมูซีนและ ซูเปอร์คาร์ จากหลายแหล่งผู้ผลิตทั่วโลก เพื่อเตรียมไว้รองรับลูกค้าชาวไทย

นอกจากการเพิ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์รุ่นใหม่ๆ แล้ว ยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน ยังให้ความสำคัญด้านบริการหลังการขาย ด้วยการพัฒนาระบบรองรับการบริการที่ทันสมัย บุคลากรคุณภาพ พร้อมเครื่องมือตรวจเช็กตามมาตรฐานผู้ผลิต เพื่อให้การบริการที่มีประสิทธิภาพ คล่องตัว ประหยัด และรวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น

ด้านนายวิเชียร ลีนุตพงษ์ รองประธานกรรมการยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน กล่าวเสริมว่า การจัดหารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายทั้งรูปลักษณ์และราคามาจำหน่าย พร้อมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริการหลังการขายที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งอย่างมั่นคงให้แก่การดำเนินธุรกิจอย่าง ต่อเนื่อง ทั้งแก่ยนตรกิจ คอร์ปอเรชัน และผู้แทนจำหน่ายปัจจุบันและที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งในอีก 1 ถึง 2 ปีข้างหน้าบริษัทเตรียมจะขยายเครือข่ายการจำหน่ายและบริการในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีครอบคลุมครบทั้ง 76 จังหวัด และในบางจังหวัดจะพิจารณาให้มีมากถึง 2-3 แห่ง เพื่อจับกลุ่มผู้ซื้อที่แตกต่างกันด้วย"

แผนบูม"อี85"สะดุดเอทานอลไม่พอ ค่ายรถยุโรปถอยรัฐไม่ลดภาษีCBU (posted on 05/06/2008)

พลังงานทดแทน อี 85 ส่อเค้าไปไม่ถึงดวงดาว เมื่อค่ายรถยุโรปออกอาการผิดหวัง หลังกระทรวงการคลังไม่ยอมลดภาษีรถ CBU นำเข้าทั้งคัน แต่ดันไปลดเฉพาะชิ้นส่วน เข้าทางค่ายรถญี่ปุ่นที่ออกมาตีกันค่ายยุโรป ตามด้วยปัญหาปริมาณเอทานอลอาจจะไม่เพียงพอ แถมมีเรื่องของราคาขายเข้ามาเกี่ยวข้องจนไม่มีความมั่นใจภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ใครจะผลิตรถ ใครจะขายน้ำมัน อี 85

ปรากฏการณ์น้ำมันดีเซลปรับราคาทะลุเกินกว่า 40 บาท/ลิตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเกิดขึ้นในภาคการขนส่งของประเทศ พร้อมกับการจับตามองไปยังรัฐบาลจะมีการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการณ์พลังงานอย่างไร นั้นหมายความว่า ทุกภาคส่วนที่บริโภคน้ำมันต่างตั้งความหวังไปที่กระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการ จะเลือกบอกความจริงให้ประชาชน "ประหยัด" ยอมรับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น หรือเข็นมาตรการให้ความหวัง ด้วยการ "อุดหนุน" ราคาน้ำมันต่อไป

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการดำเนินการของกระทรวงพลังงาน นอกเหนือไปจาก "ขอความร่วมมือ" ด้วยการให้โรงกลั่นน้ำมันในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดสรรน้ำมันดีเซลราคาถูกกว่าราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน 3 บาท/ลิตรให้กับภาคการขนส่งไปแล้ว ล่าสุดดูเหมือนกระทรวงพลังงานจะพยายามส่งเสริมพลังงานทดแทนตัวใหม่ อี 85 (เอทานอล 85% ผสมกับเบนชิน 15%) ราวกับว่าจะช่วยแก้ไขวิกฤตพลังงานครั้งนี้ได้

มีข้อน่าสังเกตจากผู้ค้าน้ำมันว่า รัฐบาลมีการดำเนินการที่รีบเร่งจนมองข้าม ความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ หลังจาก ครม.มีมติกำหนดมาตรการส่งเสริมพลังงานทดแทน อี 85 เพียง 7 วัน (มติ ครม. 27 พ.ค.2551) กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุน อี 85 ทันที

1)ให้ "ยกเว้น" ภาษีขาเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ อี 85 ที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นอุปกรณ์หลักเพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน อี 85 และชิ้นส่วนที่ไม่มีการผลิตในประเทศเป็นการชั่วคราว 3 ปี 2)ให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อี 85 ลงเหลือร้อยละ 25-30 และ 35 ตามขนาดเครื่องยนต์ คือ ไม่เกิน 2000 ซีซี มากกว่า 2000-2500 ซีซี และมากกว่า 2500-3000 ซีซีตามลำดับ ซึ่งจะเท่ากับอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน อี 20 และ 3)ให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อี 85 ลงเหลือ 2.5795 บาท/ลิตร จากเดิม 3.6850 บาท/ลิตร หรือลดลง 1.1055 บาท/ลิตร

ค่ายรถยุโรปผิดหวังภาษี CBU ไม่ลด

แหล่งข่าวจากกลุ่มบริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความเห็นกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงมาตรการภาษีสนับสนุนการใช้น้ำมัน อี 85 ว่า ยังไม่จูงใจพอ รัฐบาลควรพิจารณาเรื่องอินเทนซีฟให้มากกว่านี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตรถยนต์ อี 85 ขึ้นใช้ได้จริงและให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยรวม

สอดคล้องกับความเห็นของกลุ่มบริษัทฟอร์ด ในประเทศไทย ที่เห็นว่า การปรับไลน์ผลิตนั้นต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม แต่กระทรวงการคลังกลับกำหนดอัตราภาษีเทียบเท่ากับรถยนต์ อี 20 จึงไม่น่าจะจูงใจให้มีการลงทุนเพิ่ม นอกจากนั้นยังต้องรอดูว่า รัฐบาลจะมีการผลักดันให้มีน้ำมัน อี 85 ออกมาในตลาดเมื่อใด

ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น นายอดิศักดิ์ โรหิตศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า การงดให้สิทธิพิเศษ ด้าน CBU (รถยนต์นำเข้า) แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเข้าใจปัญหาของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่อาจจะส่งผลกระทบได้ในระยะยาว หากปล่อยให้มีการนำเข้ารถ CBU เข้ามาทั้งคัน รวมทั้งยังช่วยลดผลกระทบสำหรับโครงการการลงทุนใหม่ๆ ด้วย

"ผมเชื่อว่าราคารถยนต์ อี 85 จะสูงกว่ารถยนต์ อี 20 เนื่องจากต้นทุนของวัสดุอุปกรณ์บางอย่างที่แพงกว่า ส่วนการลดภาษีให้กับชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำคัญนั้น คงจะต้องมีการศึกษากันอีกครั้งว่าระยะเวลา 3 ปีนานเกินไปหรือไม่"

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า มติที่ออกมาทำให้ไม่มีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำด้านภาษีแต่อย่างใด ส่วนราคาจำหน่ายยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะถูกกว่ามากน้อยเท่าใด เนื่องจากยังต้องพัฒนาอีกหลายด้าน

ด้านนายเฉลิมวงศ์ กัมปนาทแสนยากร รองผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กร บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลควรจะพิจารณาและผลักดันนโยบายด้านพลังงานให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งมีความชัดเจน เนื่องจากบริษัทรถยนต์ยังต้องการระยะเวลาในการพัฒนา เพื่อการลงทุนในอนาคต หากนโยบายไม่ชัดเจนบริษัทรถยนต์ก็ไม่มีความมั่นใจในการลงทุนอย่างแน่นอน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้าที่กระทรวงการคลังจะประกาศมาตรการด้านภาษีเพื่อสนับสนุน อี 85 ออกมา ค่ายรถยนต์ยุโรปอย่างฟอร์ด-วอลโว่ ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านการผลิตรถยนต์ อี 85 ต่างตั้งความหวังจะนำเข้ารถยนต์ CBU อี 85 เข้ามาเปิดตลาดภายในประเทศไทย แต่เมื่อเหตุการณ์กลายเป็นว่า จะลดภาษีนำเข้าเฉพาะชิ้นส่วนเท่านั้น ทำให้ค่ายรถยนต์ยุโรปเริ่มเกิดความไม่มั่นใจขึ้น

เอทานอลไม่พอ ต้องใช้เวลาอีก 2 ปี

หันมาทางด้านโรงงานผู้ผลิตเอทานอล ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผสม เป็นน้ำมัน อี 85 นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สนับสนุนนโยบายดังกล่าว แต่หากจะถามถึงปริมาณเอทานอลที่จะออกมารองรับ อี 85 ภายในระยะเวลาสั้นไม่ถึง 1 ปีนั้น คงมีไม่เพียงพออย่างแน่นอน ในทางปฏิบัติรัฐบาลต้องใช้เวลาพอสมควร

สำหรับปัจจัยที่รัฐบาลต้องดำเนินการควบคู่กับนโยบายน้ำมัน อี 85 ประกอบด้วย 1)ลดหรือยกเลิกส่งออกน้ำตาล เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอ 2)กำหนดราคาเอทานอลให้คุ้มกับต้นทุน สามารถจูงใจให้โรงงานน้ำตาลหันมาผลิตเอทานอลแทนการผลิตน้ำตาลเพื่อส่งออก

และ 3)กำหนดความชัดเจนของการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงานน้ำตาล กรณีของการนำน้ำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอล

"ปัจจุบันราคาอ้างอิงเอทานอลอยู่ที่ลิตรละ 17.54 บาท แต่มีการซื้อขายจริงกับบริษัทผู้ค้าน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 15-16 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ผลิตเอทานอลแทบไม่ได้กำไรเลย

โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ เพราะปัจจุบันราคามันกิโลกรัมละ 2.50 บาท การผลิตเอทานอล 1 ลิตร ต้องใช้มัน 6.5 กิโลกรัม คิดแค่เพียงต้นทุนวัตถุดิบก็อยู่ที่ลิตรละ 16.25 บาท แล้วยังไม่รวมกับค่าบริหารจัดการและกำไร

ดังนั้นจะเห็นว่าตอนนี้โรงงานผลิตเอทานอลที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบจึงแทบไม่มีเลย ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นโรงงานที่ใช้โมลาสหรือกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ โดยราคาเอทานอลที่คุ้มกับต้นทุนและจูงใจให้ผลิตเอทานอลมากกว่าผลิตน้ำตาล ควรจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าลิตรละ 20 บาท"

นายราชัย ชูศิลป์กุล ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนน้ำมัน อี 85 น่าจะเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกอ้อยกันมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับฤดูการผลิตหน้า (2551/2552) ปริมาณอ้อย อาจจะยังไม่เพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิตปัจจุบัน (2550/2251) มากนัก เนื่องจากก่อนที่รัฐบาลจะมีการประกาศปรับราคาน้ำตาลกิโลกรัมละ 5 บาท ชาวไร่เห็นว่าราคาอ้อยตกต่ำ จึงหันปลูกพืชอื่นที่มีราคาดีกว่าแทน ดังนั้นการเพิ่มปริมาณอ้อยน่าจะเห็นได้ชัดในช่วงฤดูการผลิต 2552/2553

มหกรรมยานยนต์เนื้อหอม 3ค่ายรถใหม่ยึดเวทีเปิดตัว (posted on 05/06/2008)

ตลาดยานยนต์ไทยยังเนื้อหอม ค่ายใหม่เตรียมเข้าเปิดตลาด สามยี่ห้องานมหกรรมยานยนต์ ด้านสื่อสากลเชื่อตลาดรวมปีนี้ยังโต แม้ว่าจะรับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ความวุ่นวายทางการเมือง มั่นใจงานปีนี้เงินสะพัด 2 หมื่นล้าน

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานบริษัท สื่อสากล จำกัด ประธานจัดงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 25 ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 พ.ย. นี้ เปิดเผยว่าตลาดรถยนต์เมืองไทยยังคงได้รับความสนใจจากผู้ผลิตรถยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีค่ายรถยนต์รายใหม่สามยี่ห้อ จะเข้ามาเปิดตัวในงานนี้ แต่โดยมารยาททางธุรกิจ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นยี่ห้อใดบ้าง

ส่วนภาพรวมของงานในปีนี้ เชื่อว่าจะยังคงได้รับการตอบรับด้วยดี แม้ว่าขณะนี้จะมีปัจจัยลบเกิดขึ้นหลายอย่างทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมัน และความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่มีข้อยุติ

"เรื่องการเมือง คิดว่าคงจะไม่ยืดเยื้อไปนานมากนัก ก็จะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้นรวมถึงตลาดรถยนต์ ซึ่งแม้ว่าช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ จะชะลอตัวไปบ้าง ซึ่งก็เป็นช่วงตลาดขาลงของทุกปี ขณะที่ไตรมาสแรกที่ผ่านมามีสัญญาณการเติบโตที่ดี ส่วนไตรมาสที่ 4 ก็น่าจะมีแรงกระตุ้นโดยเฉพาะรถเล็ก ดังนั้นเชื่อว่าทั้งปี น่าจะมียอดขายโดยรวมเติบโตประมาณ 10%"

นายขวัญชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเห็นว่ารถยนต์ยังเป็นสินค้าที่จำเป็นของคนไทย จะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ชะลอตัว แต่รถยนต์ยังคงขายได้ เนื่องจากไทยยังไม่พร้อมในด้านสาธารณูปโภคหลายเรื่อง โดยเฉพาะระบบขนส่ง

เป้าหมายในงานนี้ คาดว่าจะมียอดขายโดยรวมจะสูงกว่างานปีที่แล้ว ที่ทำได้ 1.7 หมื่นคัน และเมื่อรวมกับการซื้อขายสินค้าอื่นๆ จะทำให้มีเงินสะพัดในงานไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท อย่างแน่นอน

นายขวัญชัย กล่าวว่า สำหรับงานปีนี้กำหนดแนวคิด คือ "พันธกิจมนุษย์ หยุดโลกร้อน" โดยขณะนี้กำลังร่วมมือกับสถาบันยานยนต์เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการรณรงค์ให้คนที่ใช้รถยนต์มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอภายในงานนี้ด้วย

ฟอร์ดกัดฟันศึกษาอี85 ต่อแม้รัฐเมิน (posted on 05/06/2008)

ฟอร์ดประกาศเดินหน้าศึกษาโครงการ อี85 ต่อเนื่อง ลั่นถ้าทุกอย่างพร้อมและลูกค้ายอมรับเดินหน้าได้ทันที

นายสาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่านโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดเพื่อสนับสนุนโครงการ อี85 นั้น จะดูเล็กน้อยและอาจไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนโครงการให้เติบโตไปได้ ฟอร์ดก็จะเดินหน้าแผนศึกษาเกี่ยวกับโครงการนี้ต่อไป โดยหากมีความพร้อมและได้การยอมรับจากลูกค้า ก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำตลาดในอนาคต

ทั้งนี้ จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่า หากเปลี่ยนไปใช้ อี85 จะต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนในระบบจ่ายน้ำมันและระบบเครื่องยนต์หลายชิ้น ซึ่งต้องมาดูในรายละเอียดเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เปรียบเทียบกับภาษีที่ลดลงว่าคุ้มค่าหรือไม่ และจะทำให้ราคาจำหน่ายอยู่ที่เท่าใด

“ยังมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาอีกหลายเรื่อง ผมยังตอบไม่ได้ว่าฟอร์ดจะทำหรือไม่ เพราะต้องไปดูความพร้อมตั้งแต่รัฐบาล ผู้ผลิตน้ำมันและเอทานอล ค่ายรถ หรือแม้แต่การตอบรับของผู้บริโภคเอง ถ้าทุกอย่างลงตัวก็เชื่อว่าคงเดินหน้าต่อ” นายสาโรช กล่าว

สำหรับปัญหาที่ต้องไปพิจารณาเพิ่มเติม คือเรื่องราคาจำหน่ายน้ำมันที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกใช้ เนื่องจาก อี85 จะมีอัตราการสิ้นเปลืองมากกว่าน้ำมันปกติ 28-30% การตั้งราคาจำหน่ายน้ำมันให้ผู้บริโภครับได้และเลือกใช้งาน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องนำมาพิจารณา

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองว่าโอกาสเกิดของ อี85 ก็จะเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายการสนับสนุนออกมา ทุกคนก็ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมว่าหากลงทุนแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่

นายสาโรช กล่าวว่า พลังงาน อี85 นั้น ถือว่าเป็นพลังงานที่มี ความเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งถึงวันนี้ฟอร์ดเองมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เวลาในการศึกษาแผนงานทั้งหมดอีกสักระยะก่อนจะตัดสินใจดำเนินการต่อไป

Tata Young to sing Ford Focus's praises (posted on 05/06/2008)

Ford Thailand hopes to make a "dhoom dhoom" impression with its new brand ambassador, pop diva Tata Young.

Tata will mainly be promoting the Ford Focus sedan, as she drives a diesel version of the model.

"In the campaign, Tata Young shares her personal experiences with the Ford Focus and her candid impressions of its design, performance, safety and fuel efficiency.

Her strong and free-spirited character embodies the Ford Focus, and her stories will help reinforce the Focus as a smart choice for city dwellers," Ford Thailand senior vice president Saroj Kiatfuengfoo said yesterday.

The campaign, which runs until the end of August, includes advertising promotions and consumer-related activities. Ads are set to appear in leading lifestyle magazines, Skytrain stations, Skytrain wraps, interior posters and supersize billboards at MBK Centre and on Chaeng Wattana Road and in Bang Na district of Bangkok, as well as seven other cities nationwide.

The song "Here Today", which is Ford's advertising theme, has been re-recorded by the singer and will be available to consumers through various campaign activities.

A special "Make Every Day Exciting" promotion will extend an invitation to an exclusive party with Tata to anyone purchasing a Ford vehicle this month and next.

The Focus is available with a 1.8- or 2-litre petrol engine or 2-litre diesel version. The diesel is only available with manual transmission, although an automatic version is likely to appear later this year.

The Focus was the first car in Thailand that could run on E20. The auto-maker has focused on its green credentials in the past, further stressing the issue at the launch of the new marketing campaign.

On the topic of last week's Cabinet approval of tax benefits for E85-capable vehicle production, Saroj said the company had yet to analyse the possibilities fully. E85 is a fuel with a blend of 85-per-cent ethanol and 15-per-cent petrol.

"The four main players in whether E85 will be successful are the government, auto companies, oil companies and consumers. It largely depends on the demand created by the consumer," Saroj said.

E85 has a fuel-consumption figure that is 20-30-per-cent higher than for petrol.

This makes the price of the fuel a very important factor. Although E85 is priced lower, its benefits are unlikely to be seen if fuel consumption is too high.

"This is a decision consumers will make themselves after using the fuel. Ford Motor officials met with members of the Thai government and said the technology for producing E85 vehicles was already here. It's simply a question of getting the right incentives," Saroj added.

เจาะเวลาหาอนาคต “ทรังค์เรดิโอ” (posted on 05/06/2008)

“ทรังค์เรดิโอ” หรือระบบสื่อสารวิทยุ ที่รู้จักกันในชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “วอล์คกี้ ทอล์คกี้” เป็นเทคโนโลยีที่มักถูกพูดถึงทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่ต้องอาศัยการสื่อสารจากจุดหนึ่งไปยังจุดอย่าง “รวดเร็ว” และ “ทันที” (real time) เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นตามสถานที่สาธารณะ สนามบิน สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ หลังเกมบิ๊กแมทช์จบลง
รวมไปถึงการควบคุมดูแลความปลอดภัยจากตำรวจจีนมากกว่า 60,000 นาย ในกรุงปักกิ่งระหว่างการแข่งขันกีฬาระดับโลก "โอลิมปิก" 2008 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ ทั้งสนามแข่ง ระบบขนส่งใต้ดิน และบนดิน

“จอน คอนราด” ผู้จัดการฝ่ายขาย โซลูชั่นภาครัฐ และเอ็นเตอร์ไพร้ส์ โมบิลิตี้ บริษัทโมโตโรล่า (ประเทศไทย) จำกัด เคยบอกว่า ทั่วโลกเริ่มตื่นตัวที่จะใช้อุปกรณ์สื่อสารชนิดนี้มากขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ 11 ก.ย. เพราะเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดเดียวที่สื่อสารได้โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุที่ไร้อุปสรรคแม้มีสิ่งกีดขวางได้อย่างฉับพลัน แค่กดปุ่ม และกรอกเสียงพูดลงไปก็สามารถสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย

ทั่วโลกขานรับทรังค์ เรดิโอ

“เฟย เต๊ก มอ” รองประธาน Government & Public Safety ดูแลตลาดเอเชียแปซิฟิก บริษัทโมโตโรล่า อิงค์ เล่าว่า วันนี้รัฐบาลทั่วโลกตื่นตัวจัดหาเครื่องมือสื่อสาร เพื่อความปลอดภัยของประชาชนมากขึ้น และ “ทรังค์เรดิโอ” ก็เป็นคำตอบเดียวที่สามารถช่วยได้ ทั้งประเมินว่า วันนี้รัฐบาลทั่วโลกต่างทุ่มงบมหาศาล อาจเป็นระดับพันล้าน ถึงล้านล้านดอลลาร์ ลงทุนนำระบบทรังค์ เรดิโอ ไปใช้ในหน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัย

“ทุกสถานที่ในโลก ล้วนต้องการความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ท้องถนน สนามกีฬา กาสิโน ตึกสูงๆ รวมไปถึงเวลาการเกิดภัยพิบัติ วันนี้กว่า 40% ของการปฏิบัติงานในกลุ่มพับบลิค เซฟตี้ (Public Safety) ล้วนเป็นปฏิบัติการเร่งด่วน (Mission critical) ทั้งสิ้น”

ความหมายของ Public Safety สำหรับ “เฟย” หมายถึง หน่วยงานทั้งของภาครัฐ และเอกชน ที่ทำหน้าที่ช่วยบรรเทาสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นตึกถล่ม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว การก่อการร้าย หรือการก่ออาชญากรรมตามท้องถนน ซึ่งคนกลุ่มใหญ่ที่จะต้องใช้การสื่อสารลักษณะนี้ กลุ่มที่ใช้งานเป็นประจำ เช่น ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ฯลฯ

เฉพาะมหกรรม "โอลิมปิก 2008" เดือนส.ค.นี้ รัฐบาลจีนนำระบบทรังค์ เรดิโอไปติดตั้งจุดสำคัญๆ มากกว่า 100 ไซต์ และจัดซื้อเครื่องลูกข่ายอีกไม่ต่ำกว่า 27,000 เครื่อง

ทรังค์เรดิโอ เจเนอเรชั่นใหม่

มาถึงวันนี้ ระบบทรังค์เรดิโอ ได้อัพเกรดความสามารถทั้งตัวฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่ไม่ใช่เป็นเครื่องมือแค่ส่งสัญญาณคุยกัน แล้วบอกว่า “ทราบแล้วเปลี่ยน!!!” เท่านั้น

“ทรังค์เรดิโอวันนี้ เป็นมากกว่าการสื่อสารผ่านอุปกรณ์ แต่เป็นเหมือนการสื่อสารที่เราเรียกว่า second nature ที่สามารถสื่อสารได้ทันที ฉับพลัน ทราบถึงสถานการณ์ได้โดยละเอียดผ่านแอพพลิเคชั่นที่ส่งข้อมูลได้ทั้งภาพ เสียง และแนวทางที่จะแก้ปัญหา”

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีไวร์เลสชนิดใด ที่กำลังได้รับความนิยมทั้งไวแม็กซ์ ไวไฟ 3จี บลูทูธ วีโอไอพี วันนี้จึงสามารถเชื่อมโยงได้กับเทคโนโลยีของทรังค์เรดิโอได้เป็นอย่างดี

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่วันนี้จะได้เห็นตำรวจสามารถส่งแผนที่ในระบบจีพีเอส บอกเส้นทางที่ผู้ร้ายหลบหนีระหว่างขับรถตาม ไปยังตำรวจที่สกัดอยู่อีกจุดหนึ่งได้ทันท่วงที หรือเจ้าหน้าที่กู้ชีพจะสามารถส่งภาพ เสียง รวมทั้งอีเมล ได้อย่างรวดเร็วไปยังหน่วยพยาบาลที่อยู่นอกตึก รวมถึงสถานพยาบาลที่ใกล้เคียงถึงสถานการให้เตรียมยา และเครื่องช่วยหายใจ เพื่อนำผู้เคราะห์ร้ายออกมาจากบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ

ดีมานด์พุ่งทั่วโลก

ที่ผ่านมา โมโตโรล่า ทุ่มงบประมาณไม่ต่ำกว่า 500 ล้านยูโร พัฒนาระบบเทตตร้า เรดิโอ (Tetra Radio : Terrestrial Trunked Radio) ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบใช้งานของทรังค์เรดิโอ ทั้งการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นที่จะใช้งาน

รายงานข่าวของ Tetra Association เจ้าของมาตรฐานกลางของระบบทรังค์เรดิโอ ระบุว่า วันนี้ระบบเทตตร้า เรดิโอทั่วโลก เติบโตกว่า 40% โดยคิดจากสัญญาของการให้บริการในแต่ละประเทศ ตลาดใหญ่ที่สุด คือ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่การใช้งานโตกว่า 48%

ส่วนคลื่นความถี่วิทยุที่ใช้มีตั้งแต่ 450-170, 300-450, 480-500 เมกะเฮิรตซ์และคลื่นความถี่ที่ได้รับความนิยมมากสุดวันนี้ในหลายประเทศ คือ คลื่น 800 เมกะเฮิรตซ์

เขายกตัวอย่างว่า หากใช้งานในตัวเมือง ย่านความถี่ ที่จะได้รับความนิยมคือ 350-800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจีนใช้ย่านความถี่ 350 เมกะเฮิรตซ์เป็นหลัก โดยประเทศไหนจะใช้ย่านความถี่ใด ขึ้นกับสภาพทางภูมิศาสตร์ ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม และองค์กรกำกับคลื่นความถี่ของแต่ละประเทศ

“ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ควรจะมีใครเลย ที่ต้องเสียชีวิตลง เพียงเพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับใครได้” ผู้บริหารโมโตโรล่า บอก

Global Warming กระหึ่ม!! สินค้าพาเหรด...ประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อน (posted on 05/06/2008)

ภาวะโลกร้อนปลุกกระแส กลุ่มธุรกิจตบเท้าพัฒนาสินค้าและบริการสร้างแรงจูงใจรูปแบบใหม่ให้คนไทยร่วมใส่ใจลดขยะ - ประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อน "เซเว่น" เชิญชวนลูกค้าปฏิเสธใช้ถุงพลาสติก- แยกขยะ "โฮมเวิร์ค" ทำคู่มือสินค้าลดโลกร้อน "ซัมซุง" ส่งนวัตกรรม R410 น้ำยาไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ "โตโยต้า" คลอดไบโอดีเซลใหม่ BHD "เอไอเอส" ส่งบลูทูธโซลาร์เซลล์ตีตลาดไทย แบงก์ใช้ไอเดียรับหรือไม่รับสลิปเอทีเอ็มประหยัดกระดาษ ด้านนักการตลาดชี้ได้ทั้งภาพลักษณ์ ยอดขายและการสร้างแบรนด์

ผลพวงจากพายุนาร์กีสในประเทศพม่า และแผ่นดินไหวในประเทศจีน นอกจากจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนทั่วโลกถึงภัยธรรมชาติที่เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้คนแล้ว ยังทำให้บรรยากาศของวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี ในปีนี้ดูเหมือนจะคึกคักและได้รับการกล่าวถึงในวงกว้างยิ่งขึ้น สำหรับในประเทศไทยนั้นผู้ประกอบการในแวดวงธุรกิจต่างๆ ล้วนให้การตอบรับและร่วมรณรงค์เชิญชวนให้คนไทยหันมาใส่ใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแล รักษา และบำบัดโลกของเราก่อนที่จะสายเกินไปในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

โดยนายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การเชิญชวนให้ลูกค้าร่วมลดหรือปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดขยะและภาวะโลกร้อน (Global Warming) เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวและเห็นความสำคัญของการรณรงค์ลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งสามารถร่วมกันลด หรือหลีกเลี่ยงที่จะเป็นผู้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยผลจากการจัดกิจกรรมที่ผ่านมาแม้ยังเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี คือลูกค้าส่วนใหญ่ตระหนัก และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เห็นได้จากลูกค้าหลายคนปฏิเสธที่จะใช้ถุงพลาสติก บางคนนำถุงผ้ามาใช้ ขณะที่บางคนก็เลือกที่จะใส่สินค้ารวมกันในถุงเดียว

นอกจากนี้บริษัทยังร่วมกับกรุงเทพมหานคร รณรงค์ภาวะโลกร้อนด้วยการแยกขยะ ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200 สาขา โดยเบื้องต้นขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วใน 50 สาขา ขณะเดียวกันบริษัทได้ร่วมกับเทศบาลนครพิษณุโลก จัดกิจกรรมแยกขยะทั้งขยะเปียก ขยะประเภทกระดาษ พลาสติก และโลหะ ผ่านทางร้านเซเว่น ทั้ง 35 สาขา และร่วมกับองค์กรและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดภูเก็ต จัดแยกขยะประเภทเศษแก้วบริเวณหน้าร้านเซเว่น เพื่อลดปัญหาขยะเศษแก้วบาดเท้านักท่องเที่ยวอีกด้วย

"ในเร็วๆนี้ เซเว่น และบริษัทในเครือซีพีจะร่วมกันจัดกิจกรรมประหยัดพลังงานครั้งใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาเซเว่น เองให้ความสำคัญกับเรื่องของการประหยัดพลังงานและการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้กระแสไฟฟ้า การทำความสะอาดเครื่องทำความเย็น ซึ่งสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้กว่า 20% การเปลี่ยนระบบเครื่องปรับอากาศเป็นระบบดับเบิลคูล ซึ่งเป็นการระบายความร้อนด้วยน้ำ ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้กว่า 50% เป็นต้น" นายสุวิทย์กล่าว

ด้านนายพงศ์ ศกุนตนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ซี อาร์ ซี เพาเวอร์ รีเทล จำกัด ผู้บริหารโฮมเวิร์ค กล่าวว่า โฮมเวิร์คร่วมกับคู่ค้ากว่า 30 ราย จัดทำโครงการ Green Home Green Product : ลดโลกร้อนเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้าน โดยจัดทำคู่มือสินค้าลดโลกร้อน (Green Product Guide) ที่ช่วยลดการใช้พลังงาน ประหยัดน้ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แจกฟรีให้กับลูกค้า รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ด้วยการแลกซื้อกระเป๋าช็อปปิ้ง Green Home by HomeWorks ในราคาพิเศษ ตั้งแต่ 5 มิ.ย. - 31 ส.ค. ด้วย

นายสมพร จันกรีนภาวงศ์ ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจเครื่องปรับอากาศ บริษัท ไทยซัมซุง อิเล็กโทรนิกส์ จำกัด กล่าวถึงการตอบรับจากตลาดผู้บริโภคหลังนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน Rohs และน้ำยาไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ R410 มาใช้กับเครื่องปรับอากาศซัมซุงว่า ผู้บริโภคยังให้การตอบรับน้อยเมื่อเทียบกับความสนใจในเรื่องของราคา เนื่องจากสินค้ามีราคาสูงกว่าน้ำยารุ่นเก่าคือ R22 ถึง 4-5 เท่าตัว ประกอบกับตลาดระบบอินเวอร์เตอร์ (ประหยัดพลังงาน) ยังมีมูลค่าเล็กต่อปีประมาณ 4- 5 หมื่นเครื่องเท่านั้น โดย 80 % เป็นสัดส่วนของน้ำยา R22 และ 20 % เป็นน้ำยา R410

" เครื่องปรับอากาศที่ใช้น้ำยา R410 ยังมีราคาสูง ตอนนี้ก็รอให้ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมโดยต้องปรับภาษีสรรพสามิตให้ลดลง หรือถ้าเป็นไปได้แอร์เพื่อสิ่งแวดล้อมไม่ควรจะเก็บภาษีก็จะเป็นการดี เพราะราคาสูงมากทำให้ผู้บริโภคไม่พร้อมที่จะซื้อ ซึ่งตลาดแอร์ปีนี้มองว่าการเติบโตลดลงเฉลี่ย 5 % เนื่องจากอากาศร้อนช้าและฝนมาเร็วทำให้ช่วงขายสั้น ประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดรวมแอร์ปีนี้จะเหลือแค่ 6.6 แสนยูนิต จากปีก่อนมูลค่าทั้งระบบราว 7 แสนยูนิต" นายสมพรกล่าว

นอกจากสินค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศแล้ว สินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและกลุ่มชิ้นเล็กก็มีการเปลี่ยนเครื่องจักรผลิตสินค้าทุกประเภทให้ถูกต้องตามมาตรฐาน "RoHS" (Restriction of Certain Hazardous Substance) เช่นกัน โดยบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมา ตามนโยบายของโตชิบาทั่วโลก ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการศึกษาเกี่ยวกับแผงวงจรไฟฟ้า 8 อย่าง ที่มีส่วนประกอบของสารที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น แคดเมียม สารตะกั่วและอื่นๆ ซึ่งสินค้าที่บริษัทปรับระบบสู่มาตรฐาน RoHS คือโน้ตบุ๊ก, แอลซีดี ทีวี, ทีวี, กลุ่มเอชเอ และชิ้นเล็ก ซึ่งแผงวงจรของโตชิบากว่า 90 % อยู่ในมาตรฐาน RoHS และอีก 10 % เป็นแผงวงจรเล็กๆที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทางด้านกลุ่มหลอดไฟ บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดประหยัดไฟฟิลิปส์ ซึ่งประหยัดพลังงานสูงถึง 80% และลดค่าไฟได้มากถึง 80 บาท ต่อหลอดต่อเดือน พร้อมอายุการใช้งานยาวนานถึง 6,000 ชั่วโมง, หลอดฟลูออเรสเซนต์ซูเปอร์ขั้วเขียว ช่วยประหยัดไฟ โดยให้แสงสว่างมากกว่าเดิม 25-30% อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะมีปริมาณสารปรอทเพียง 3 มิลลิกรัม เทียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ทั่วไปที่มีสารปรอท 10-30 มิลลิกรัม

ส่วนหลอดฟลูออเรสเซนต์ผอมใหม่ T5 ประหยัดพลังงานถึง 60% เมื่อเทียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ทั่วไป และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 77 กิโลกรัม ต่อหลอดต่อปี และเทคโนโลยี LED หรือ Solid State Lighting (SSL) ชูจุดเด่นในเรื่องของอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดทั่วไป โดยมีอายุเฉลี่ยยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง และหากเปิดติดต่อกันนาน 6 ชั่วโมงต่อวัน จะสามารถใช้ได้มากกว่า 20 ปี เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่เห็นความสำคัญในการประหยัดพลังงาน และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาโลกร้อน

ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการเอทีเอ็ม ซึ่งปัจจุบันลูกค้าสามารถเลือกที่จะรับสลิปเอทีเอ็มหรือไม่รับสลิปเอทีเอ็มจากเครื่องหลังจากที่มีการเบิกถอนเงิน เพื่อเป็นการประหยัดการใช้กระดาษนั้น มีตู้เอทีเอ็มที่ให้บริการ เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นต้น

แหล่งข่าวจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าที่ใช้บริการผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทย พบว่ากลุ่มลูกค้าที่กดเงินสดของเครื่องเอทีเอ็มแล้ว ไม่รับสลิปมีประมาณ 37% แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินในแง่ของต้นทุนที่ลดลงได้ว่าช่วยลดต้นทุนได้มากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ดีในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญและจัดกิจกรรมเพื่อลดภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ร่วมกับปตท. พัฒนาไบโอดีเซล ชนิดใหม่ Bio-Hydrogenated Diesel (BHD) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าดีเซลแบบเดิม ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ และผสมน้ำมันปาล์มได้มากกว่า 10% ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

หรือบริษัท ไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย จำกัด บริษัทในเครือเอไอเอส เตรียมนำบูลทูธ (Bluetooth) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายส่วนบุคคลใช้งานได้ภายในรัศมี 10 เมตร ภายใต้ชื่อแบรนด์ IQUA จากประเทศฟินแลนด์ แต่ผลิตในประเทศจีน ซึ่งบลูทูธรุ่นนี้มีความโดดเด่นที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ชาร์ตแบตเตอรี่เพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้เมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่าง โดยการวางจำหน่ายในราคากว่า 3,000 บาท

รวมไปถึงสุขภัณฑ์นวัตกรรมภายใต้แบรนด์โตโต้ ที่นำระบบชำระล้างอัตโนมัติโถปัสสาวะชายรุ่นใหม่ ด้วยพลังงานธรรมชาติ "ฟลัชวาล์วาล์ว" ที่มีทั้งแบบตั้งพื้น และแขวนผนัง ซึ่งช่วยลดพลังงานไฟฟ้าและประหยัดน้ำได้มากกว่า 20%

ขณะที่นักการตลาดผศ.ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรูเดอะไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า การรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนที่ผู้ประกอบการสินค้ากำลังดำเนินการนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ 1. การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร 2.การสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของสินค้าที่สามารถตอบแทนได้ในรูปของการจัดโปรโมชัน และ 3. การสร้าง Brand Conttact ถ้าหากสิ่งของนั้นเป็นของพรีเมียม จะมีแบรนด์ของสินค้าหรือโลโกองค์กรติดอยู่กับสิ่งของนั้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถเห็น


แบรนด์สินค้า หรือองค์กรได้กว้างจากเดิม

ขณะเดียวกัน การรณรงค์เรื่องดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่จะสร้างการตระหนักหรือรับรู้เท่านั้น ซึ่งหากจะสร้างพฤติกรรมร่วมให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนได้นั้น จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและความร่วมมือของหลายองค์กรร่วมกัน รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกต้องปลูกฝังตั้งแต่ระดับเยาวชน จึงจะบังเกิดผลในระยะยาว

น.อ.มนตรี ชูนามชัย ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIPMSE กล่าวว่า สถาบันร่วมกับภาคเอกชน ประกอบไปด้วยไทยเอเชีย แปซิฟิค บริเวอรี่ หรือไฮเนเก้น ,เดอะ มอลล์ กรุ๊ป และเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลหรือท็อปส์ จัดทำ Green Booth ขึ้นภายในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อรณรงค์ เชิญชวนในโครงการคืนขวดเปล่าเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (ReUse Bottle Campaign) โดยสถาบันตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ลง 10% ภายใน 5 ปีข้างหน้า

ธุรกิจจับตาไตรมาส3 อาการหนัก โลว์ซีซั่น-ความเชื่อมั่นวูบ-ปรับตัวลดสต๊อกสินค้า (posted on 05/06/2008)

ผู้ประกอบการกุมขมับ การเมืองปะทุทุบธุรกิจนิ่ง หวั่นช่วงโลว์ซีซั่นไตรมาส 3 ต้องออกแรงหนัก ค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ครวญลูกค้าหาย ไม่เข้าร้าน เก็บงบฯไว้ลุยโค้งท้าย ขณะที่ "บุญชัย โชควัฒนา" แม่ทัพใหญ่ค่ายสหพัฒน์ทำใจยอดไม่ถึงเป้า ชี้ปัญหาการเมืองกระทบความเชื่อมั่น ขณะที่คนโฆษณาจับตานักการตลาดเริ่มแตะเบรกการใช้งบฯ

ขณะที่ปัญหาหนักอกของผู้ประกอบการใน ภาคธุรกิจทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมันยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายลงง่ายๆ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็เริ่มมีพัฒนาการไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะนอกจากปัจจัยข้างนอกที่ไม่เป็นใจแล้ว ปัจจัยภายในก็ยังซ้ำเติมเข้ามาอีก และทำให้ความเชื่อมั่นจึงลดต่ำลง

หวั่นไตรมาส 3 อาการน่าเป็นห่วง

ผู้บริหารบริษัทคอนซูเมอร์โปรดักต์ รายหนึ่งกล่าวว่า จากสถานการณ์โดยรวมในตอนนี้ รวมทั้งปัญหาทางการเมืองที่เริ่มร้อนแรงขึ้น ทำให้หลายๆ ฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นโลว์ซีซั่น สถานการณ์ด้านความเชื่อมั่นและการจับจ่ายผู้บริโภคจะยิ่งลดลงไปอีก

อย่างไรก็ตามจากความขัดแย้งทาง การเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้สภาพัฒน์และ ธปท.เริ่มกังวลว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมอาจจะไม่สดใสนัก เนื่องจากเกรงว่าจะไม่เกิดการลงทุนใหม่และกระทบต่อการบริโภค ขณะเดียวกันก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทำให้เศรษฐกิจชะลอลง

ปมการเมืองทุบธุรกิจยิ่ง

นางสอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ยอมรับว่าตอนนี้กังวลใจกับปัญหาทางการเมืองมาก อยากให้จบลงเร็วๆ เพราะตอนนี้ตลาดเงียบมาก คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะออกมาจับจ่ายใช้สอย คนเข้าร้านแทบไม่มี อย่างไรก็ตามในส่วนของการทำตลาดของร้านก็ยังคงต้องทำต่อเนื่อง ถ้ายิ่งชะลอภาพรวมตลาดยิ่งจะแย่ลงไปกว่าเดิม แต่คงต้องมีการจัดสรรงบฯการทำตลาดใหม่ โดยเก็บงบฯสำหรับกิจกรรมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายไปใช้ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นหน้าขายหลักของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

"ถ้าเหตุการณ์ยังคงรุนแรงต่อเนื่องและยิงยาวไปจนถึงช่วงปลายปีก็คงต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนใหม่อีกครั้ง" นางสอางทิพย์กล่าว

ขณะที่ นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดว่ายอดขายสินค้าในปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวไม่ถึง 10% เนื่องจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและปัญหาการเมือง ที่ผ่านมาบริษัทตั้งยอดขายไว้ที่ 10% แต่ปีนี้คงจะไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เพราะปัจจัยต่างๆ นานา จากราคาน้ำมันสูงขึ้น วัตถุดิบก็สูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น กำลังซื้อของลูกค้าก็หายไป ส่วนปัญหาการเมืองก็มีผลต่อจิตวิทยาความเชื่อมั่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ เปิดเผยอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม 2551 ว่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสูงขึ้น 7.6% ทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยระยะ 5 เดือนแรกตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2551 เมื่อเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 5.8% สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกและความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า

เกาะติดสถานการณ์-ระมัดระวังตัว

ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า นอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจต่างๆ แล้ว การมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาอีกก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่หนักขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่ได้มีการปรับแผนทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม เพียงแต่มีความระมัดระวังมากขึ้นกับกิจกรรมทางการตลาดที่จัดขึ้น

"ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ตอนนี้ในส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำได้คือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด"

ด้านนายสมหวัง ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หยั่นหว่อหยุ่น จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และตอนนี้ลูกค้าต่างประเทศหลายรายสอบถามเข้ามามาก และมีบางส่วนที่กำลังเดินทางมาดูงานก็ชะลอแผนออกไป เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ขณะที่ลูกค้าในประเทศจากภาวะการขึ้นราคาสินค้า ค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น บวกกับสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นลดลง สิ่งที่ส่งผลกระทบชัดเจนขณะนี้คือ ยี่ปั๊วรายใหญ่ในต่างจังหวัดได้ลดการสต๊อกสินค้าลง จากปกติที่ 15 วันเหลือเพียง 7 วัน เนื่องจากร้านค้าเหล่านี้ต้องการลดความเสี่ยง ขณะที่ลูกค้าที่เป็นร้านอาหาร ภัตตาคาร ก็ลดการสั่งซื้อเพราะลูกค้าเข้าร้านลดลง

ธุรกิจเล็งแตะเบรกการใช้งบฯ

นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ตอนนี้ลูกค้าไม่ถึงกับชะลอหรือทบทวนการใช้งบโฆษณา แต่ก็มคำถามว่าเหตุการณ์จะมีความรุนแรงหรือยืดเยื้อแค่ไหน ซึ่งหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น อุตสาหกรรมโฆษณา ปีนี้อาจจะไม่โต หากรุนแรงไม่มากอุตสาหกรรมอาจจะยังโตได้ 5%

นางมณี เอี๊ยบ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกน่า โกลบอล จำกัด บริษัทวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาในเครือไอพีจี (IPG) กล่าวว่า ขณะนี้ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นยังไม่มีผลกระทบกับการวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาของนักการตลาดและเจ้าของสินค้าโดยตรง แต่เชื่อว่าอาจเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในเดือนกรกฎาคม และหาก สถานการณ์ยึดเยื้อผลกระทบต่อการวางแผนการใช้งบฯการตลาดและงบฯโฆษณาจะมาเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตามการตัดลดงบฯของลูกค้านั้นคงไม่ฉับพลันทันที เพราะปกติผู้ประกอบการจะรีวิวแผนงานครึ่งปีแรกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ถึงเวลานั้นหากมียอดขายดีขึ้นก็พร้อมที่จะทุ่มงบฯทำการตลาดอย่างเต็มที่ในช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่หากตัวเลขไม่เป็นไปตามเป้าก็มีสิทธิ์ที่จะตัดงบฯในช่วงไตรมาสสุดท้ายได้เช่นกัน เนื่องจากทั้งปีในปีนี้ยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกแต่อย่างใด

การเมือง/เศรษฐกิจหลอนคนโฆษณาหวั่นตลาดลบ4% (posted on 05/06/2008)

คนโฆษณาหวั่นพิษการเมืองผสมโรงเศรษฐกิจซบกระแทกใส่อุตสาหกรรมโฆษณา ถึงขั้นหั่นงบโฆษณาช่วงครึ่งปีหลัง คาดการณ์ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นทั้งตลาดอาจติดลบ 4% ให้เห็นเป็นครั้งแรกนับจากผ่านวิกฤติปี 40 เผยลูกค้าเริ่มส่งสัญญาณไม่กล้าลุยเต็มพิกัดเหมือนที่ผ่านมา

นายประกิต อภิสารธนรักษ์ ประธาน บริษัท ดราฟท์เอฟซีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า

จากสถานการณ์บ้านเมืองและปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก ผู้บริโภค

มีการใช้จ่ายลดลงเนื่องจากกำลังซื้อลด ถึงแม้ได้รัฐบาลใหม่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ต้นปี 2551 ตลาดโฆษณาไม่ค่อยดี โดย 3 เดือนแรก ยอดรวมการซื้อสื่อโฆษณาทุกชนิดลดลงประมาณ 4% ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนนอกจากปีที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่มีวิกฤติทางการเงินในปี 2540 สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าและบริการมีความระมัดระวังในการบริหารงบโฆษณา

ที่ผ่านมาลูกค้าพอจะขายสินค้าได้ ก็มีการใช้เงินโฆษณาแต่ไม่ถึงกับลุยหนัก ถ้าการเมืองยังไม่นิ่ง ลูกค้าก็ไม่กล้าใช้งบโฆษณา จะดึงเงินไว้ก่อนหรือชะลอเอาไว้จนกว่าสถานการณ์ดีขึ้น ถ้าหากว่าปัจจัยด้านการเมืองและเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น มีความเป็นไปได้ที่ตลาดโฆษณาในปีนี้จะติดลบ คาดว่าประมาณ 4%

"ขณะนี้สินค้าและบริการรอดูความชัดเจนทางการเมือง ประจวบกับราคาน้ำมันแพงไม่หยุดหย่อน ปรับราคาขึ้นแทบทุกวัน ช่วยผสมโรงให้บรรยากาศไม่ค่อยจะดีนัก ฉุดกำลังซื้อลดลง"

นางสุภาณี เดชาบูรณานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ บริษัท มายด์แชร์ฯ บริษัทวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาในเครือกรุ๊ปเอ็ม กล่าวว่าภาพรวมการใช้เม็ดเงินโฆษณาของสินค้าและบริการช่วงครึ่งปีแรกไม่ดีกว่าปีที่ผ่านมา สื่อโฆษณาหลายประเภทปริมาณการซื้อลดลงแม้กระทั่งสื่อทีวีซึ่งจัดเป็นสื่อยอดนิยมอันดับหนึ่ง สื่อนิตยสาร และป้ายโฆษณากลางแจ้ง

สำหรับช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์ยังไม่น่าวางใจนัก เพราะราคาน้ำมันยังคงสูงอยู่ ยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้สินค้าและบริการตัดงบประมาณด้านโฆษณาค่อนข้างง่าย ขณะนี้บางรายสินค้าได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูดบ้างแล้ว คาดว่าไตรมาสที่สามนี้จะมีสินค้าและบริการชะลอการใช้เม็ดเงิน ปกติจะเป็นไตรมาสที่มีการโฆษณาน้อยอยู่แล้ว และหากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองไม่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ในไตรมาสสี่บรรดาสินค้าและบริการอาจจะลดหรือตัดงบประมาณการใช้เม็ดเงินโฆษณา

"หนักใจมากตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทีวีหายไปหนึ่งช่อง แต่ค่าสื่อก็ยังปรับขึ้น ทำให้ต้นทุนลูกค้าเพิ่ม ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกค้ามีรายได้เพิ่มสูงนัก" นางสุภาณีกล่าวและเสริมว่า แม้จะมีอีเวนต์ใหญ่ระดับโลกถึงสองรายการคือ ฟุตบอลยูโร 2008 และกีฬาโอลิมปิก 2008 แต่ไม่มีในแง่กระตุ้นการใช้งบโฆษณาของสินค้าและบริการได้มากนัก

ด้านนางวรรณี รัตนพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินนิทิเอทิฟว์ฯ กล่าวว่าจนถึงขณะนี้สินค้าและบริการยังไม่มีการตัดงบประมาณด้านสื่อโฆษณาเสียทีเดียว มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาแต่ไม่โหมกระหน่ำ ขณะเดียวกันจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณเงินยังน้อยกว่าที่ผ่านสื่อโฆษณา ทำให้โดยเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรมมูลค่าการซื้อสื่อลดลง ช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่พอมาถึงเดือนเมษายนการใช้เม็ดเงินโฆษณาเริ่มกระเตื้องขึ้น

"ถ้าสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคาน้ำมัน ไม่คลี่คลาย อุตสาหกรรมโฆษณาก็อาจจะซึมยาวตั้งแต่ไตรมาสที่สาม ยันไตรมาสที่สี่ ทั้งนี้หากว่าผลกำไรของลูกค้าลดลง

สิ่งแรกที่จะประหยัดก็คืองบโฆษณา"

ขณะที่นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า จากสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบัน หากไม่มีอะไรที่รุนแรงกว่านี้ อุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวม น่าจะยังเติบโตได้ปกติ คือ เติบโตประมาณ 5% แต่ถ้ามีการปะทะกันรุนแรง อุตสาหกรรมจะทรุดลงทันที ส่วนปัญหาราคาน้ำมัน ถือว่าไม่รุนแรงเท่าเรื่องของการเมือง เพราะผู้ประกอบการพอจะรับมือได้ เพียงแต่จะส่งผลกระทบกับบางธุรกิจเท่านั้น

พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ลูกค้ายังไม่มีการทบทวนเพื่อดึงงบโฆษณา หรือเลื่อนกิจกรรมการตลาดแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมั่นใจสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ทั้งฟุตบอลยูโร 2008 และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน จะมีส่วนช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมโฆษณาบ้าง โดยเฉพาะโอลิมปิก น่าจะส่งผลดีและแรงกว่าฟุตบอลยูโร

อนึ่ง รายงานการใช้จ่ายงบประมาณด้านโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ของ นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) ทั้งตลาดมีการใช้เม็ดเงินโฆษณารวมกัน

28,345 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1.4% ทั้งนี้สื่อโฆษณาที่มีรายได้ลดลงมากสุดคือ สื่อนิตยสาร

ลดลง 6.0% โดยมีมูลค่าทั้งสิ้น 1,735 ล้านบาท ลดจากปีก่อนที่ทำได้ 1,846 ล้านบาท รองลงมา

สื่อทีวี ลดลง 4.8% คิดเป็นมูลค่า 16,291 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนอยู่ที่ 17,113 ล้านบาท และป้ายโฆษณากลางแจ้ง ลดลง 2.4% จากปี 2550 ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,491 ล้านบาท เหลือ 1,455 ล้านบาท

ในปีนี้

ในแง่ของบริษัทผู้ใช้งบโฆษณารายใหญ่ๆ เช่น บริษัท ยูนิลีเวอร์(ไทย) โฮลดิ้งฯ ยักษ์ใหญ่ในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นบริษัทที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดอันดับ 1 ของตลาดมาโดยตลอด ปรากฏว่า ใน 4 เดือนแรกนี้ใช้งบโฆษณารวมกัน 1,552 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ใช้อยู่ประมาณ 1,941 ล้านบาท

คนโฆษณาขานรับงานแอดแมน ส่งชิ้นงานเข้าประกวดกว่าพันชิ้น (posted on 05/06/2008)

คนโฆษณา ขานรับ "แอดแมน" ส่งชิ้นงานโฆษณาเข้าประกวด 1,026 ชิ้น รอประกาศผลตัดสินอย่างเป็นทางการ 6 มิถุนายนนี้ พร้อมคัดเลือกงานโฆษณาด้านกลยุทธ์ ที่ให้ผลทั้งด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ รับรางวัลใหม่เอี่ยม "Ad That Works"

นายปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน Adman Awards & Symposium เปิดเผยว่า ปีนี้มีผลงานโฆษณาส่งเข้าประกวด 1,026 ชิ้น สูงกว่าปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดเพียง 998 ชิ้น โดยปีที่แล้ว ผลงานที่ส่งเข้าประกวดน้อยกว่าปี 2549 ประมาณ 10% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลง สำหรับปีนี้ ถือว่างานแอดแมนได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากดูจากสภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก สำหรับอุตสาหกรรมโฆษณาแล้วยังไม่เติบโตเท่าที่ควร

สำหรับงาน Adman Awards & Symposium 2008 จะประกาศผลในวันที่ 6 มิถุนายนนี้ ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยงานในปีนี้ จัดภายใต้แนวคิด "ADVERTISM (ลัทธิโฆษณา)" สื่อให้เห็นว่า งานโฆษณาเปรียบเสมือนลัทธิที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนทำงาน มุ่งหวังเติมเชื้อไฟให้ชาวโฆษณาสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ส่งเสริมให้เกียรติภูมิของลัทธิโฆษณาดำรงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ถูกบั่นทอนด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งลูกค้า สินค้าที่น่าเบื่อ การเมือง และเศรษฐกิจ ตลอดจนอาการอื่นๆ ที่เป็นศัตรูตัวฉกาจในการสร้างงาน อาทิ อาการท้อถอย หมดไฟ ถอดใจ ขี้เกียจ

นายปารเมศร์ กล่าวว่า ปีนี้สมาคม เพิ่มรางวัลประเภทสื่อโฆษณา "Ad That Works" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้วางแผนกลยุทธ์และลูกค้า ได้ส่งผลงานเข้าประกวด มีหลักการตัดสินที่คำนึงถึงประสิทธิภาพและความได้ผลของแผนงานสื่อสารเพื่อการตลาด และการสร้างแบรนด์ โดยแยกทีมกรรมการตัดสินออกจากชุดงานครีเอทีฟ มี ผศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นประธาน รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลใหญ่อีกหมวดหนึ่งที่เทียบเท่ากับรางวัลในระดับ Best of The Best ในงาน

ส่วน Adman Symposium หรืองานสัมมนาเชิงวิชาการซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกับวันประกาศผล Adman Awards เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ สำหรับนิสิตนักศึกษา และบุคลากรในสายงานโฆษณา มี 2 หัวข้อ ได้แก่ คนโฆษณา เส้นทางนอกตำรา #6 (สำหรับนักศึกษา) โดยคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอ็คชั่น จำกัด นายพงษ์สุรีย์ อาศนะเสน กรรมการผู้จัดการ บริษัท Creative Juice/ G1 จำกัด นายวิบูลย์ ลีภักดิ์ปรีดา ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท มันเดย์ จำกัด นายพรรษพล ลิมปิศิริสันต์ ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท มันเดย์ จำกัด และนายกิตติพงษ์ วีระเตชะ Vice President, Director of Idea Strategy & Brand Consultant บริษัท Young and Rubicam จำกัด

หัวข้อที่ 2 คือ Another j Touch Beyond Screen (สำหรับนักโฆษณา) โดยนิตยสาร แบรนด์เอจ พูดเกี่ยวกรณีศึกษาในหัวข้อต่อไปนี้ "บรีส ...ลบรอยที่เลอะใจ" โดยปรัตถจริยา ชลายนเดชะ VP, Director, JWT และอภิชาต ศาลิคุปต ผู้อำนวยการฝ่าย ตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและเครื่องใช้ในครัวเรือน บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด "สิงห์ อัสนี-วสันต์ คนไทยหัวใจสิงห์" โดยรติ พันธุ์ทวี Management Partner บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด "ทรูมูฟ ซิมไชโย" โดยสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

'ชีส มีเดีย'...ในมือ 'สยามพิวรรธน์' (posted on 05/06/2008)

ตอนเปิดตัวก็ดูตู๊มต๊ามอลังการ แต่ครั้นจะเปลี่ยนมือ กลับซุ่มเงียบแตะมือแลกไม้กันซะงั้น กับสื่ออินเทรนด์ " Cheeze Madia " ( ชีส มีเดีย ) ในศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยาม พารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ ที่เบื้องต้นลงทุนสูงลิบลิ่วกว่า 120 ล้านบาท ทั้งจอพลาสมาและจอแอลอีดี รวมกว่า 80 จุด

จุดติดตั้งเรียกว่าทั่วบริเวณห้างเลยว่างั้น ตั้งแต่ชั้น 1 - 4 ของอาคาร ทั้งในส่วนพื้นที่โถงจัดกิจกรรม บริเวณทางเดิน ห้องน้ำ และจุดนัดพบต่างๆ ประมาณ 70 จอ และจอแอลอีดีขนาดใหญ่อีก 1 ตัว ภายในอาคารสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ เป็นจอแอลอีดีแบบโค้ง ขนาดใหญ่ 1.79 x 9.41 เมตร และติดตั้งจอภาพตามจุดต่างๆ ตั้งแต่ชั้น 1- 5 อีกประมาณ 10 จอ

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทั้งบริษัทแม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของอาคารสยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ จัดงานเปิดตัวอย่างอลังการ โดย "ชฎาทิพ จูตระกูล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด บอกว่า "ชีส มีเดีย" จะมาทำหน้าที่เป็นสื่ออินเตอร์แอกทีฟ และสื่อที่รองรับกิจกรรม Below The Line ที่ช่วยเสริมให้คอนเซ็ปต์ "The Magical Glass Box" ของบริษัท ครบสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายของ "ชีส มีเดีย" คือ การนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ การถ่ายทอดสดกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในศูนย์ และยังใช้ "ชีส มีเดีย" เป็นสื่อใหม่ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น โดยผลต่อเนื่องทางธุรกิจคือ การดึงกลุ่มสินค้าและเอเยนซี ที่ต้องการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน

เมื่อประมาณเมษายนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า "พี่ตี๋-แม็ทชิ่ง" หรือ "สมชาย ชีวสุทธานนท์" กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัทแม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน) เจ้าของ "ชีส มีเดีย" ได้ปล่อยให้ทางสยามพิวรรธน์ ของ "คุณแป๋ม-ชฎาทิพ" เทกโอเวอร์สื่อตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนไหว โดยทางสยามพิวรรธน์ ได้นำ "ชีส มีเดีย" มาให้ บริษัท สุพรีโม จำกัด บริษัทประชาสัมพันธ์ในเครือสยามพิวรรธน์ เป็นผู้ดูแล

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าในแง่ของการสื่อ หรือการบริหารสื่อในศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะโดยปกติคอนเทนต์ที่นำเสนอผ่านสื่อ ส่วนใหญ่เป็นคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นภายในศูนย์ของสยามพิวรรธน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรือโฆษณา ก็คือ ส่วนหนึ่งของลูกค้าของสยามพิวรรธน์นั่นเอง และภายในศูนย์ยังมีผู้ผลิตคอนเทนต์มือดีอย่าง บมจ.จีเอ็มเอ็ม มีเดีย เข้าไปแจมอยู่แล้วเป็นหลัก แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตคอนเทนต์ป้อน "ชีส มีเดีย" ก็ตามที แหม...แต่ถ้าสยามพิวรรธน์จะร้องขอให้ช่วยเหลือ มีรึ...พาร์ตเนอร์อย่าง จีเอ็มเอ็ม มีเดีย... จะไม่นำพา

แถมล่าสุด สยามพิวรรธน์ ยังได้พาร์ตเนอร์ใหม่ เป็น แชนเนลวี มิวสิค ไทยแลนด์ ผู้บริหารแชนเนลวีไทยแลนด์ ซึ่งตอนนี้กำลังโขกกันโป๊กเป๊ก ที่ชั้น 5 สยาม ดิสคัฟเวอรี่ โรงหนังอีจีวีนั่นแหละ โดยสยามพิวรรธน์เขาเจียดพื้นที่บริเวณนั้นให้มา 1 โรงใหญ่ กับพื้นที่บริเวณเลานจ์ มาทำเป็นสตูดิโอใหม่เอี่ยม ลงทุนไปเกือบ 100 ล้านบาท กับสตูดิโอและเครื่องมือ ซึ่งทางแชนเนลวี เขาบอกว่า เขาเตรียมพร้อมสร้างความสำราญให้กับบรรดาผู้เดินไปเดินมาในศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ทั้ง 3 ศูนย์อย่างเต็มที่ และยังมีแผนทำกิจกรรมเรียกวัยรุ่นแนวๆ กับคนเทรนดี้ๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมอีกมากมาย

หากสยามพิวรรธน์ จะเรียกระดมพล ให้แชนเนลวี มาช่วยสร้างสรรค์คอนเทนต์ป้อน "ชีสมีเดีย" อีกรายก็คงไม่แปลก เพราะไงๆ แชนเนลวี เขาก็ผลิตรายการอยู่แล้ว แถมผลิตกันที่สยามดิสฯ ซะด้วย การจะลิงก์สัญญาณ มาเผื่อแผ่ "ชีส มีเดีย" ไม่ใช่เรื่องยากสักนิด

คิดไปคิดมา ที่ "พี่ตี๋" โอนกิจการ "ชีส มีเดีย" มาให้ สยามพิวรรธน์ ดูเหมือนจะให้ผลดีมากกว่าผลเสีย แม้ สยามพิวรรธน์จะต้องแบกต้นทุนค่าบริหารจัดการสื่อใหม่ขึ้นมาอีกนิด แต่ผลที่จะได้รับกับตัวศูนย์เอง และการต่อยอดธุรกิจ เพื่อซัพพอร์ตลูกค้าของศูนย์ก็ยังสามารถทำผ่านสื่อเหล่านี้ได้อีกมากมาย โอ้ววว...!! พระเจ้ายอร์ช มันจ๊อดมาก จริงๆ คริคริ

Social Network โลกออนไลน์มาแรง (posted on 05/06/2008)

ถ้าาพูดถึง Social Network แล้ว คนที่อยู่ในโลกออนไลน์คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี และก็คงมีอีกหลายคนที่ได้เข้าไปท่องอยู่ในโลกของ Social Network มาแล้ว ถึงแม้ว่า Social Network จะไม่ใช่สิ่งใหม่ในโลกออนไลน์ แต่ก็ยังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ทำให้เครือข่ายขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ และจะยังคงแรงต่อไปอีกในอนาคต อีกทั้งวิวัฒนาการที่พยายามหาสิ่งใหม่ๆมาให้คนได้เล่นกัน จากผลการสำรวจจากประเทศสหรัฐ

อเมริกายืนยันการใช้บริการ Social Network ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และมาแรงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกออนไลน์ ส่วนเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงสุดทั่วโลก ก็เห็นจะเป็น My space, Facebook และ Orkut สำหรับเว็บไซต์ ที่มีเปอร์เซ็นต์เติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็เห็นจะเป็น Face-book แต่สำหรับบ้านเราที่ฮอตฮิตมากๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น Hi5

ดูได้จากจำนวนผู้เข้า

ชมที่มากขึ้นประมาณ 20% จากต้นปี 2007 ถึงต้นปีนี้ และมาแรง แซงหน้าเว็บไซต์ยอดฮิตหลายๆ เว็บไซต์เช่น Yahoo, Kapook และ Hotmail แถมยังเบียด Google มาติดๆทั้งในกลุ่มเด็กวัยทีน อายุ 12-14 ปี และวัยทำงานอายุ 20-29 ปี

แต่ที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาด และนัก โฆษณาก็คือ การที่ Social Network เป็นที่นิยมได้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาด ด้วยเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีข้อมูลของ สมาชิกที่จะทำให้สินค้าและการบริการเข้าถึงกลุ่ม เป้าหมายได้เป็นอย่างดี ธุรกิจบางธุรกิจก็ได้มีการ สร้างเครือข่ายเป็นของตัวเอง อย่างเช่น True ที่สร้าง Minihome หรือ Happyvirus ของดีแทค

จากสถิติการใช้สื่อโฆษณาของอเมริกาที่จัดทำขึ้นโดย eMarketer ได้มีการใช้เงินโฆษณา ผ่าน Social network เพิ่มมากขึ้นกว่า 100% จากปี 2006 เทียบกับ ปี 2007 และมีแนวโน้มที่จะใช้มากขึ้นต่อไปในอนาคต เนื่องจาก ชาวอเมริกันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับอินเตอร์เน็ตมากกว่าทีวี หรือวิทยุ ส่วนในบางประเทศที่ถูกควบคุม และจำกัดในการโฆษณา เช่น ประเทศจีน และสิงคโปร์ ก็ยังมีการใช้ Social network เป็นอีกช่องทางในการโฆษณา ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยัน ความฮอตฮิต และความแรงของการโฆษณาบน Social Network แต่ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการใช้สื่อนี้กันมากเท่าไหร่นัก คงจะต้องใช้เวลาอีกสักปีถึงสองปี กว่าเราจะไล่ทันประเทศ จีน, สิงคโปร์ และอเมริกา

การใช้เงินกับสื่อประเภทนี้ยังคงมีการเติบโตที่สูงมาก ซึ่งจากที่คาดการณ์ตัวเลขของปี 2006 จนถึงปี 2010 จะสูงขึ้นมากกว่า 500% ในประเทศสหรัฐอเมริกา และกว่า 600% ทั่วโลก นี่อาจจะเป็นผลมาจากเครือข่ายที่ขยายวงกว้างมากขึ้น และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีลูกเล่น ที่น่าสนใจมากขึ้นให้ผู้ใช้ได้คอยติดตามกันต่อไป

เพราะอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน Social Net work ก็ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เว็บไซต์ที่แชร์ข้อมูล รูปภาพอีกต่อไป แต่ได้พัฒนามาเป็นที่แนะนำสินค้า และสถานที่ที่สามารถซื้อหาได้ หรือที่รู้จัก กันในนามของ Collaborative Shopping Com-munities อีกด้วย สมาชิกสามารถแชร์เกี่ยวกับเทรนด์ที่มาแรง แฟชั่น ร้านค้าที่ฮอตฮิต นี่เป็น อีกหนึ่งโอกาสสำหรับนักการตลาดที่สามารถ รู้ถึง ความสนใจ และความต้องการของผู้บริโภคได้ตรง กลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น Social Network Shopping เว็บไซต์จึงได้กลายมาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองในโลกของ Social Network ซึ่งมีให้ เห็น และจากการสำรวจ Global Shopping Insight ของบริษัทวิจัย TNS เมื่อมีนาคมที่ผ่าน มารายงานว่า Social Network Shopping ดูจะ เป็นที่นิยมมากในกลุ่มวัยรุ่น และผู้หญิงเพราะส่วน ใหญ่เป็นเทรนด์แฟชั่น และของสวยๆ งามๆ และหากมาดูยอดใช้บริการ Social Network Shopping ในแต่ละประเทศเมืองจีน และสเปน เป็นประเทศที่มีอัตราการใช้บริการ และความสนใจ ที่ จะใช้บริการ Social Net work Shopping ค่อนข้างสูงกว่าประเทศอื่นๆ แต่ในไทยอาจจะยังไม่เห็น เว็บไซต์ Social Network เพื่อการซื้อขาย แต่เรา คงไม่อาจละเลยเทรนด์นี้ได้ เพราะอาจเป็นอีกช่อง ทางใหม่ๆ ที่จะใช้เป็นสื่อโฆษณาต่อไปในอนาคต

สหพัฒน์ลุ้นปีนี้โตแค่5% (posted on 05/06/2008)

บิ๊กสหพัฒน์ยันภาพรวมไทยยังไปได้ ระวัง 2 เรื่อง ดอกเบี้ยและค่าบาท ปีนี้ตั้งเป้าโตแค่ 5-6%

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ยังไม่น่ากลัวมาก โดยปีนี้ถือว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหาร ซึ่งถือเป็นมือใหม่หัดขับ แต่ก็มีความตั้งใจและควรวางนโยบายแก้ปัญหาให้ถูกทาง อย่าหลงทาง

“โดยเฉพาะใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.ปัญหาดอกเบี้ยที่ไม่ควรให้มีช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้มาก และ 2.ปัญหาค่าเงินบาท ที่ควรบริหารให้อยู่ระดับ 34-35 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เพื่อสามารถแข่งขันกับประเทศเวียดนามหรือจีน ซึ่งในครึ่งปีหลังหากรัฐบาลชุดนี้สามารถทำได้ ก็เตรียมให้คะแนนเต็ม 10 จากในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ให้คะแนนการทำงาน 6 คะแนน หรือ 60% เป็นอย่างคาดหวัง” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้น รัฐบาลชุดปัจจุบันควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการทำงาน ทั้งการคิดที่แตกต่างไปจากตำราที่มีอยู่ การคิดให้ท้าทายมากขึ้น และที่สำคัญคือการคิดบวก ซึ่งหากรัฐบาลเดินมาถูกทางก็เชื่อว่า จะผลักดันให้เศรษฐกิจในประเทศขับเคลื่อนไปได้เร็วยิ่งขึ้น ในครึ่งปีหลังนี้ และทำให้ภาคเอกชนและประชาชนอยู่ได้ โดยเห็นด้วยกับทฤษฎี 2 สูง คือ 1.ราคาสินค้าเกษตร และ 2.เงินเดือนสูงขึ้น หรือค่าครองชีพของผู้บริโภคที่สูงขึ้นของเจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)

“เมืองไทยไม่ค่อยน่าเป็นห่วงอะไร ในปีนี้เศรษฐกิจของประเทศเข้าใจว่าอยู่ในช่วงทางเรียบขาลง ไม่มีเคิร์ฟวกไปวนมา เหมือนปีที่แล้วที่เหมือนรถวิ่งดิ่งเหว และไม่มีคนขับ แต่ตอนนี้เรามีคนขับแล้ว ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนด้วย หากจับถูกหลักเมืองไทยเดินลิ่ว” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนและภาคเอกชนโดยรวมแล้ว ก็ไม่ควรกังวลกับปัญหาราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้น หรือภาวะเงินเฟ้อในขณะนี้ เพราะเป็นแนวโน้มเดียวกันกับทั่วโลก ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งจุดนี้ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสร่วมกัน เช่น ผู้ประกอบการควรหันมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในใหม่ ส่วนคนไทยเองก็ต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ใหม่ ทั้งประหยัดพลังงานเดินทาง การจับจ่ายซื้อสินค้าร้านค้าใกล้บ้าน โดยกลุ่มตั้งเป้าปีนี้โตหลักเดียวที่ 5-6% จากปีก่อนตั้งโตเป็น 2 หลัก แต่ไม่ได้ตามเป้า

สำหรับปีนี้บริษัทได้ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการโรงงานทอผ้า เอราวัณ การ์เมนต์ ย่านปู่เจ้าสมิงพราย

คุมเข้มป้ายพ่นพิษ หนีลงทุนเวียดนาม (posted on 05/06/2008)

สมาคมป้ายฯ ระดมสมาชิก ย้ายฐานลงทุนไปอินโดจีน หลังโดนกฎหมายใหม่ต้องรื้อป้ายนับ 400 ป้าย กระทบนับพันล้าน

นายยุวพล พรประทานเวช นายกสมาคมป้ายและโฆษณา กล่าวว่า ขณะนี้สมาชิกสมาคมป้ายฯ บางส่วนมีแผนย้ายการลงทุนในธุรกิจป้ายโฆษณาไปยังประเทศกลุ่มอินโดจีน เริ่มจากเวียดนามเป็นประเทศแรก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นภายในปีนี้ และเริ่มให้บริการได้ในต้นปีหน้า เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายในประเทศเวียดนามเอื้อต่อการลงทุน ขณะที่กฎหมายในไทยเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฝ่ายโยธาของสำนักงานเขต กทม. ได้รื้อถอนป้ายโฆษณาถึง 392 ป้าย ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นป้ายที่เป็นสมาชิกของสมาคมป้ายฯ จำนวน 100 ป้าย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลัก พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่ออกมาเมื่อต้นปี ทำให้ป้ายโฆษณาใน กทม. กว่า 1,800 ป้าย ส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งป้ายโฆษณาใหม่ก็ไม่สามารถเกิดได้

“สิ่งที่เสียหายมากตอนนี้คือลูกค้าไม่ยอมลงโฆษณา เพราะ กทม.แจ้งผู้ลงโฆษณาว่าหากซื้อสื่อดังกล่าวจะมีความผิดด้วย” นาย ยุวพล กล่าว

สำหรับภาพรวมของธุรกิจป้ายในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามียอดใช้เงินลดลง 30% จากปัญหาการรื้อถอนป้ายของ กทม. ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ที่มีปัญหา ยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการ จึงคาดว่าธุรกิจป้ายโฆษณาทั้งปีจะเติบโตลดลง 30% จากมูลค่ารวม 4,000-5,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

ขณะที่นโยบายการดำเนินงานของสมาคมป้ายฯ หลังจากนี้คือ การยื่นเรื่องต่อ กทม.ขอผ่อนผันการ รื้อถอนป้ายโฆษณาทั้งหมด โดยจะปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องและตั้งเป้า ใน 5 ปี ป้ายโฆษณาทั้งหมดจะเป็นป้ายที่ถูกกฎหมายและมีใบอนุญาตถูกต้อง ซึ่งจะยื่นข้อเสนอต่างๆ หลังจากเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ในเดือน ส.ค.นี้

ขณะเดียวกันจะกำหนดกรอบการดำเนินธุรกิจของสมาชิกสมาคมป้ายฯ ให้ชัดเจนด้วย เพื่อป้องกันปัญหาอีกทางหนึ่ง

“ไม่มีใครบอกได้ว่าป้ายจะไม่ล้ม แต่การแก้ปัญหาด้วยการรื้อป้ายโฆษณาทั้งหมดเท่ากับทำลายธุรกิจนี้ สร้างความเสียหายมหาศาล” นายยุวพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเข้าสู่หน้าฝน ผู้ประกอบการทุกรายต้องปรับปรุง แก้ไข ดูแลป้ายโฆษณาให้ดี จะได้ไม่เกิดกรณีป้ายล้ม

พิษเศรษฐกิจฉุดตลาดชุดชั้นในวูบรอบ10ปี (posted on 05/06/2008)

ปัจจัยลบกระหน่ำ ฉุดตลาดชุดชั้นในไม่โตในรอบ 10 ปี "วาโก้" รับไตรมาสแรกโตพลาดเป้า เร่งแก้เกมเพิ่มความถี่ออกคอลเลคชั่นใหม่ กระตุ้นกำลังซื้อ พร้อมแตกไลน์ชุดชั้นในปรับสรีระ ดันรายได้สิ้นปีทะลุ 3.3 พันล้านบาท

นายอำนวย บำรุงวงศ์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในวาโก้ เปิดเผยว่า จากปัจจัยลบเรื่องค่าครองชีพสูง ทั้งจากแนวโน้มราคาสินค้าปรับขึ้นราคา รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายลงไป ส่งผลให้ตลาดชุดชั้นในมูลค่า 12,000- 14,000 ล้านบาทในปีนี้ ไม่เติบโตครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยพบว่าอัตราการซื้อต่อชิ้นต่อครั้งลดลง และทำให้ผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาของวาโก้ มีอัตราการเติบโตเพียง 2-3% ต่ำกว่าเป้าหมายเติบโตตั้งไว้ 10%

“ตลาดชุดชั้นในระดับกลางลงล่าง กระทบมากสุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าชุดชั้นในจากจีนเข้ามาตีตลาดด้วย และเป็นตลาดใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 4 เท่าเมื่อเทียบกับชุดชั้นในพรีเมียม” นายอำนวย กล่าว

ดังนั้นบริษัทจะมีการปรับกลยุทธ์การตลาดในช่วงครึ่งปีหลังใหม่ โดยจะเน้นการเพิ่มความถี่ในการออกสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ เพิ่มขึ้นจากเดิม 20-30% จากปกติมีสินค้าใหม่เปิดตัว 30 คอลเลคชั่นต่อปี เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับชุดชั้นในแฟชั่นมากขึ้น แตกต่างจากเดิมมักมองเรื่องของการใช้งาน

ล่าสุดวาโก้แตกไลน์ชุดชั้นในปรับสรีระ Science Hips เจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 20 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังเปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่นใหม่เกิร์ลลี่ เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น

อย่างไรก็ดีจากการปรับกลยุทธ์การตลาดดังกล่าว คาดว่าทำให้ยอดขายสิ้นปี เติบโตได้ตามเป้าหมายวางไว้ 10% หรือคิดเป็นยอดขาย 3,330 ล้านบาท ครองผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 60% ตามด้วยไทรอัมพ์ 13% และซาบีนา 8%

ถึงเวลามีกฎหมายว่าด้วยม็อบ (MOB) (posted on 05/06/2008)

ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พลันที่คำประกาศอันแข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช ว่า จะใช้กำลังตำรวจและทหารสลายการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสิ้นสุดลง ความตึงเครียดก็ก่อตัวขึ้นเต็มพิกัดในหมู่ประชาชนทั้งที่บ้านและที่ม็อบสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตามมาด้วยเสียงคัดค้านห้ามปรามของฝ่ายต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี ด้วยเห็นว่าหากมีการใช้กำลังสลายม็อบจริงๆ จะนำไปสู่การต่อต้านของประชาชน และอาจพัฒนาไปเป็นการจลาจลกลางเมืองในท้ายที่สุด

สาเหตุที่ทำให้นายกรัฐมนตรีหมดความอดทนอดกลั้นต่อม็อบพันธมิตรฯ ก็เนื่องด้วยว่า ถนนราชดำเนินนั้นเป็นถนนสาธารณะสายสำคัญ ที่มีทั้งโรงเรียน สถานที่ราชการ วัดวาอารามสำคัญหลายแห่ง ตลอดจนเวทีมวยราชดำเนินกีฬาโปรดปรานของคนไทยก็อยู่บริเวณนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนราชดำเนินเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เมื่อต้องมาถูกปิดกั้นโดยม็อบพันธมิตรฯ เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์มาแล้ว และไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดเช่นนี้ จึงทำให้นายกรัฐมนตรีผู้จงรักภักดีผู้นี้ไม่อาจอดรนทนต่อไปได้ ในขณะที่ฝ่ายพันธมิตรฯ นั้น ก็อ้างเสรีภาพในการชุมนุมซึ่งบัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 63 วรรคแรก แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 เป็นฐานอันชอบธรรมที่จะม็อบกันต่อไป

มีข้อสังเกตว่าเวลาที่จะมีการชุมนุมก่อม็อบนั้น ไม่มีใครไปม็อบกันในที่รโหฐานหรือในที่ส่วนบุคคลเงียบๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคนภายนอก แต่มักต้องจับจองพื้นที่ถนนสาธารณะเป็นที่ชุมนุมม็อบ และระหว่างการชุมนุมก็จะต้องทำกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น เดินขบวน เผาหุ่น เผาพริกเผาเกลือในที่สาธารณะ เพื่อเรียกร้องความสนใจของสังคมและรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะการชุมนุมเดินขบวนในที่สาธารณะนั้นเอง ที่ทำให้ข้อเรียกร้องต่างๆ มีน้ำหนัก และในหลายกรณีประสบความสำเร็จอย่างดี จึงนับว่าการชุมนุมในสถานที่สาธารณะเป็นเทคนิคที่เวลาใครต่อใครไม่พอใจรัฐบาล ต้องใช้ทางสาธารณะเป็นที่ประกาศเจตนารมณ์เสมอ

จึงมีปัญหาชวนขบคิดว่า ถ้าหากฝ่ายผู้ชุมนุมอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพในการใช้ถนนสาธารณะเป็นที่แสดงความคิดเห็น และประกาศเจตนารมณ์ในการชุมนุมแล้ว ประชาชน นักเรียน และคนทำงาน ที่จำเป็นต้องสัญจรไปมาบนถนนราชดำเนิน หรือแม้กระทั่งแฟนมวยเวทีราชดำเนินนั้น มีสิทธิเสรีภาพในอันที่จะเดินทางไปมาโดยสะดวก หรือมีสิทธิได้รับบริการการเดินรถเมล์ตามปกติ โดยไม่ขาดแคลนและเพียงพอบนถนนหนทางสาธารณะที่ถูกจับจองโดยม็อบหรือไม่

ในกรณีนี้ จึงเห็นได้ว่าเวลาที่มีการชุมนุมเดินขบวน และมีการปิดกั้นถนนทุกครั้ง จะมีสิทธิเสรีภาพของคนสองกลุ่มที่แตกต่างกันขัดแย้งกันเสมอ ได้แก่ เสรีภาพของม็อบในการใช้ทางสาธารณะเป็นที่ชุมนุม กับสิทธิของประชาชนทั่วไปในการใช้ทางสาธารณะเพื่อเดินทาง

ปัญหานี้จะตอบได้ง่ายมาก หากสิทธิเสรีภาพที่เป็นคู่ขัดแย้งกันนี้ อย่างหนึ่งเป็นเสรีภาพที่มีน้ำหนักความสำคัญน้อยกว่าอีกอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เสรีภาพในการประกอบกิจการค้าของแม่ค้าบนทางเดินเท้าริมถนน (และเกือบทั้งหมดลุกลามลงไปถึงพื้นที่ถนน) ย่อมต้องหลีกทางให้แก่เสรีภาพในการเดินทางเคลื่อนที่ของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งเป็นเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองรับรองโดยกฎหมายโดยตรง ในเรื่องนี้ เพราะการขายของริมฟุตบาทนั้น โดยหลักการไม่มีสิทธิทำได้ เว้นแต่จะผ่อนผันอะลุ่มอล่วยกัน

แต่เสรีภาพในการชุมนุมนั้นเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ถ้าหากการชุมนุมแสดงความคิดเห็นกระทำในสถานที่ส่วนบุคคล กระทำโดยสงบปราศจากอาวุธ และในสภาวการณ์ปกติของประเทศแล้ว ถือเป็นเสรีภาพอันสมบูรณ์ที่รัฐบาลไม่อาจไปจำกัดลิดรอนอย่างใดได้ เฉพาะแต่เสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะเท่านั้นที่รัฐบาลสามารถจำกัดได้ เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะตามหลักกฎหมาย ว่าด้วยความเสมอภาคในการได้รับบริการสาธารณะจากรัฐโดยเท่าเทียมกัน

แต่ดังที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่า การชุมนุมเรียกร้องอะไรก็ตาม ถนนหนทางสาธารณะเป็นหัวใจที่ถูกจับจองก่อนเสมอ เพราะเป็นเงื่อนไขความสำเร็จในการบรรลุข้อเรียกร้อง ดังนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่า เสรีภาพของบุคคลทั้งสองฝ่ายไม่ถูกลิดรอนไปถึงขนาดทำลายสารัตถะของเสรีภาพนั้นเสียเลย

โดยเหตุนี้หลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศสหรือเยอรมนี จึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะขึ้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการจัดชุมนุมในที่สาธารณะ หลักเกณฑ์มาตรการเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ทรงเสรีภาพทั้งสองฝ่าย ว่า ฝ่ายผู้ชุมนุมสามารถจัดการชุมนุมในที่สาธารณะได้โดยไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่ขัดขวางการจราจร และข้อสำคัญ ไม่เป็นการใช้กำลังหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังก่อการประทุษร้าย แต่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ส่วนประชาชนอื่นๆ ก็ยังสามารถเดินทางสัญจรบนทางสาธารณะนั้นๆ ได้ตามสมควร

กฎหมายฉบับนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการสำคัญสำหรับการชุมนุมในที่สาธารณะ อาทิเช่น ต้องมีผู้รับผิดชอบควบคุมจัดการชุมนุมเป็นคณะ ซึ่งจะทำหน้าที่ยื่นหนังสือและเจรจาประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง (อาทิเช่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้บัญชาการตำรวจนครบาล) เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะมีการชุมนุมด้วยเรื่องอะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร หนังสือดังกล่าวต้องยื่นล่วงหน้าประมาณ 3 ถึง 14 วันก่อนวันชุมนุม แจ้งสถานที่ที่จะชุมนุม จำนวนระยะเวลาที่จะชุมนุม

และหากจะมีการเดินขบวน ต้องแจ้งเส้นทางที่จะเดินขบวนและวันเวลาให้ทราบด้วย เพื่อที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะได้เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ หากการชุมนุมนั้นจะกระทบต่อประโยชน์ของประชาชน ก็จะต้องหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กระทบน้อยที่สุดด้วย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอาจออกคำสั่งห้ามการชุมนุมได้ หากมีเหตุผลสมควรเพียงพอ คำสั่งดังกล่าวผู้รับผิดชอบการชุมนุมสามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ศาลปกครองจะเข้ามาทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมและของผู้ที่จะถูกกระทบจากการชุมนุมไปด้วยกัน

โดยมาตรการทางกฎหมายเช่นนี้เท่านั้นที่จะเปิดทางออกให้แก่ปัญหาขณะนี้ได้ สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและความรุนแรง เพราะสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่ายจะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างเหมาะสมได้สัดส่วนกันโดยกฎหมายและศาล

ข้อสำคัญที่รัฐพึงตระหนักก็ คือ ต้องไม่นำเอากฎหมายที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ อาทิเช่น พระราชบัญญัติการจราจรทางบก กฎหมายควบคุมการใช้เครื่องกระจายเสียง หรือประมวลกฎหมายอาญามาใช้โดยเด็ดขาด เพราะนอกจากเป็นการพ้นสมัยแล้วเสรีภาพประการนี้ยังเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องมีพระราชบัญญัติบังคับการให้เป็นไปตามมาตรา 63 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยเฉพาะด้วย

ผ่าทางตันภาวะการนำ...โมเดลทำไป บ่นไป (posted on 05/06/2008)

ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล

หลายครั้ง คนเราก็เข้าทำนอง "นกมองไม่เห็นฟ้า ปลามองไม่เห็นน้ำ คนมองไม่เห็นโลก" ก็แล้วทำไมนกบินอยู่บนท้องฟ้าแท้ๆ จึงมองไม่เห็นฟ้า ปลาอยู่ในน้ำกลับมองไม่เห็นน้ำ คนอยู่กับโลกแต่มองไม่เห็นโลก ซึ่งสะท้อนว่าการพบเห็น ความคิดเห็น และการรู้เห็นของมนุษย์นั้น มีระดับที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้นำในสังคม ซึ่งสะท้อนว่า มนุษย์นั้นการรู้จักบริหารตนเอง เพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขเป็นสิ่งสำคัญ โดยสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองให้พร้อมด้วยความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด ในการบริหารอารมณ์ให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสมในการใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น

มีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การไม่ทราบถึงภาวะความเป็นผู้นำที่รู้เขารู้เรา และอยุติธรรมเป็นฐานนั้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีความเข้าใจพฤติกรรมของตนเอง และพฤติกรรมของผู้อื่น มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้นำ ตลอดจนมีความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะการไม่เข้าใจในการบริหารตนเอง ทำให้การพัฒนาไร้ทิศทาง ทุกองค์กรจึงต้องเข้าใจวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยต้องเริ่มจากการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีคุณภาพ แล้วถ่ายทอดไปสู่บุคลากร เมื่อคนมีคุณภาพก็สามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าได้

หากย้อนไปในยุคผู้นำกรีกโบราณ จะเห็นได้ว่าเป็นศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมโดยรวมของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆ จากฐานความคิดนี้ นักจิตวิทยาจึงมีการค้นหาสาเหตุของพฤติกรรมว่ามาจากปัจจัยใดบ้าง เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมที่จะคาดการณ์ ควบคุม และพัฒนาให้เกิดความเหมาะสมต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ดังนั้น การพัฒนาคนให้มีคุณภาพจึงเป็นเป้าหมาย และกลยุทธ์หลักในการพัฒนาสังคมและประเทศ ให้มีขีดความสามารถที่จะแข่งขันในโลก เพราะในสังคมโลกาภิวัตน์มนุษย์ที่มีคุณภาพต้องมีความรู้ ความสามารถในการทำความเข้าใจในศักยภาพของตนเอง และใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ความสำเร็จจึงมาจากภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ทั้งคุณลักษณะ อำนาจและพฤติกรรม กล่าวคือ ผู้นำกับผู้จัดการนั้นมีข้อแตกต่างกัน คือผู้จัดการ ได้แก่ บุคคลที่ทำให้งานสำเร็จ ส่วนผู้นำคือบุคคลที่ทำสิ่งต่างๆ ให้ถูก (managers are people who do things right and leaders are people who do the right things)

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมนุษย์มี 2 สิ่งที่ควรมีจุดมุ่งหมายในชีวิต สิ่งแรก คือการแสวงหาสิ่งที่ต้องการ และหลังจากนั้น ชื่นชมกับสิ่งที่แสวงหามาได้ ซึ่งจะมีแต่คนที่ฉลาดที่สุดเท่านั้น ที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายข้อที่สองได้ แต่ก็จะเกิดปัญหาความยุติธรรมเป็นความอยุติธรรมระดับชาติ ซึ่งอาจเป็นชนวนฉุดจิตวิทยาภาวะผู้นำให้จมดิ่งไปในสังคมที่ดำมืด ดังนั้น จงรื่นรมย์กับสิ่งที่มี ขณะที่คนโง่ก็จะพร่ำใฝ่หาไม่รู้จบ

ถ้าความจำไม่ผิดเพี้ยนในทางศาสนาพุทธมีคำสอนบทหนึ่งว่า "เมื่อฝูงโคจ่าข้ามน้ำ ถ้าโคจ่าฝูงไปคด โคหมดทั้งฝูงนั้นก็ไปคดตามกัน เพราะมีผู้นำไปคดฉันใด ในหมู่มนุษย์ฉันนั้น บุคคลผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นใหญ่ หากบุคคลผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม หมู่ประชาชนนอกนั้นก็จะประพฤติซ้ำเสียหาย แว่นแคว้นทั้งหมดก็จะยากเข็ญ หากผู้ปกครองเป็นผู้ไร้ธรรม"

คำสอนนี้ทำให้เห็นว่า ความยุติธรรมของผู้นำสำคัญเพียงใด แน่นอนว่า ผู้นำจะต้องมี แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ พื้นๆ ก็ขาดไม่ได้ ตัวอย่างเช่น หลักพรหมวิหารธรรม ซึ่งเป็นด้านจิตใจของผู้นำที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้รับ

ประการแรก ในสถานการณ์ที่อยู่เป็นปกติ มีเมตตา ที่มีมิตรไมตรี มีน้ำใจ เป็นความปรารถนาดีต่อผู้อื่น

ประการที่สอง ในสถานการณ์ที่เขาเดือดร้อน คือมีความกรุณา ที่มีความรู้สึกในความทุกข์ ความเดือดร้อนของผู้อื่น และต้องการช่วยเหลือปลดเปลื้องให้เขาพ้นจากความทุกข์นั้น ความกรุณานี้ต่างไปจากความเมตตา คือความเมตตาใช้ในยามปกติ แต่เมื่อเขาตกต่ำลงไปก็กลายเป็นความเดือดร้อน เป็นทุกข์ เราก็มีความกรุณา ใฝ่ใจช่วยบำบัดทุกข์ให้

ประการที่สาม ในสถานการณ์ที่ขยับสูงขึ้นไปที่เรียกว่า ความดีงาม ความสุข ความสำเร็จ เมื่อคนเรามีมุทิตาเปลี่ยนไปในทางที่สูงขึ้น ได้ดีมีสุข ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ประสบความสำเร็จ ก็จะขยับไปเป็นมุทิตา คือพลอยยินดีด้วย ช่วยส่งเสริมการงาน ที่สำคัญคือ เมื่อคนมีปัญหา มีความทุกข์หรือเดือดร้อน อาทิเช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ขาดแคลน ก็มีความกรุณาที่จะเอาใจใส่และช่วยแก้ปัญหา เมื่อทำในสิ่งดีงามก็ต้องมีมุทิตาส่งเสริมสนับสนุน ผู้นำที่แท้คือผู้เป็นที่รัก ผู้ตามก็จะรัก มีความรู้สึกสนิทสนม ทั้งร่วมใจและร่วมมือ

ประการที่สี่ ในสถานการณ์ที่เขาทำผิดหลักก็ต้องมีอุเบกขา คือเมื่อใดที่ผู้อื่นทำอะไรไม่ถูกต้อง ละเมิดธรรม ละเมิดหลักการ ผู้นำจะต้องมีอุเบกขา จะใช้สำนวนเหมารวมยกเข่ง หรือเรียกว่าสนทนาประสาประชาชน ในระนาบพูดไป บ่นไปก็ตาม ก็ถือเป็นวาทกรรมที่ผู้นำรัฐบาลนี้ ควรนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ควรเปิดโอกาสให้ความอยุติธรรมกลายเป็นชนวน ที่จะทำลายภาวะการนำจมดิ่งไป อย่างที่นโปเลียน กล่าวไว้ว่า โลกนี้พลทหารเลวนั้นไม่มี จะมีก็แต่แม่ทัพเลว ซึ่งสอนให้รู้ว่า ลูกตามจะดี ก็เพราะลูกพี่สอนมาดีครับ

"เอไอเอส"ระบุลงทุน 3 จี เพิ่มผู้ใช้เน็ต-ธุรกิจใหม่ (posted on 05/06/2008)

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมระบุลงทุน 3 จี ยกระดับผู้ใช้เน็ต กระตุ้นการลงทุนเกิดธุรกิจใหม่ ร้องรัฐเปิดทางนำเข้าอุปกรณ์เอชเอสพีเอ ระบุแม้ไม่มีไลเซ่นใหม่ธุรกิจยังโตต่อได้ 10 ปี ด้านไอซีทีเตรียมเสนอ “พ.ร.บ.องค์กรฯ” เป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาล-ฝ่ายค้านร่วมกันทำ หวังประกาศใช้ภายใน ส.ค. ทันรัฐธรรมนูญกำหนด คาดได้ กสช. ปลายปีนี้

นายสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวในงานสัมมนาสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เรื่อง “3จี พลิกธุรกิจโทรคมนาคม : คนไทยได้อะไร” ว่า 3 จี ไม่ใช่การพลิกโฉมโทรคมนาคม เป็นเพียงวิวัฒนาการหนึ่งเท่านั้น แต่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น คือ ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์มากขึ้น ทดแทนอินเทอร์เน็ตแบบมีสาย ที่มีข้อจำกัด

ทั้งนี้ เห็นได้จากการเปิดให้บริการ 3 จี ที่เชียงใหม่ 1 เดือน มีผู้ใช้บริการประมาณ 1,500 คน ส่วนใหญ่ใช้เป็นโมเด็มยูเอสบี ดาต้าการ์ด เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไร้สาย แสดงว่า ความต้องการมี แต่การให้บริการไปไม่ถึง ถ้า 3 จี ขยายตัวมากๆ จะทำให้การเข้าถึงบรอดแบนด์สูงขึ้น เกิดธุรกิจต่อยอดได้อีกมาก เช่น อี-คอมเมิร์ซ, พัฒนาซอฟต์แวร์

ส่วนผู้ให้บริการ จะเกิดการลงทุนมากขึ้น เน้นพื้นที่ที่มีการใช้งาน และให้บริการร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่ เพราะการลงทุน 3จี บนความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ใช้เงินทุนสูง ไม่สามารถลงแบบปูพรมทั้งประเทศได้ สิ่งที่ตามมาคือ การแข่งขันจะสูงขึ้น ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ แต่การจัดสรรคลื่นใหม่ กทช. และกระทรวงไอซีที ต้องพิจารณาให้รอบคอบ การประมูล นำไปสู่การจ่ายมาก ไม่ประสบความสำเร็จ การคัดเลือกคุณสมบัติ อาจมีข้อครหาได้

ขณะที่เอไอเอส ปีนี้เตรียมเปิดบริการ เอชเอสพีเอ 7 จังหวัด เชียงใหม่, กทม., ภูเก็ต, สงขลา, ชลบุรี, นครราชสีมา และขอนแก่น คาดว่าปลายปีจะมีลูกค้าประมาณ 5 - 7 หมื่นราย แต่ก็ขึ้นอยู่กับ กทช. ว่าจะอนุญาตหรือไม่ รวมถึงได้ทำหนังสือขอจัดสรรคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ไป กสท เพื่อให้บริการเอชเอสพีเอ ในนาม ดีพีซี ด้วยเช่นกัน

ดีแทคชี้สื่อสารไทยยังโตได้อีก 10 ปี

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า 3 จี ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตราบเท่าที่ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใหม่ ไม่มีใบอนุญาตใหม่ ไม่มีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ แต่ถ้าเป็นรายเดิม บนคลื่นความถี่เดิม รัฐควรเปิดทางให้นำเข้าอุปกรณ์เพื่ออัพเกรดการให้บริการ

ทั้งนี้ การลงทุนทั้งหมด เอกชนเป็นผู้ลงทุนเอง ถ้าจะเกิดความเสียหายก็เป็นเงินที่เอกชนรับผิดชอบ แต่ถ้ามีรายได้มากขึ้น ก็ต้องแบ่งรายได้ให้รัฐ สามารถสร้างงานใหม่ๆ ต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจค้าเครื่องก็มีสินค้าใหม่, ธุรกิจพัฒนาเกม ซอฟต์แวร์ก็ทำสิ่งใหม่ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม หากการลงทุน 3 จี ยังไม่เกิดขึ้น หรือเกิดล่าช้าออกไป จากภาพรวมประเทศไทย อุตสาหกรรมโทรคมนาคมยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 10 ปี เพราะยังมีการแข่งขันและการให้บริการอื่นๆ อยู่ แต่ถ้ามีการลงทุนเกิดขึ้น ทุกอย่างก็จะสูงขึ้นตาม

"ประเทศไทยไม่มี 3จี ก็อยู่ได้ ผู้ให้บริการก็ยังมีรายได้เหมือนเดิม ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามี 3จี ศักยภาพจะสูงขึ้น ยกระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ" นายธนา กล่าว

กทช. ออกใบอนุญาตใหม่ปีนี้

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช. กล่าวว่า กทช. ทำงานขาเดียวมา 3 ปีแล้ว เพราะไม่มี กสช. ทำให้จัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ไม่ได้ แต่ก็เปิดให้สามารถอัพเกรดเทคโนโลยีบนคลื่นความถี่เดิมได้ ไม่ได้ปิดกั้น

โดยขณะนี้ กำลังเร่งจัดทำหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภายใน มิ.ย. - ส.ค. นี้จะจัดรับฟังความคิดเห็น ทั้งหลักเกณฑ์ 3 จี, การจัดสรรคลื่นความถี่, การคงเลขหมายเดิมแม้เปลี่ยนผู้ให้บริการ (Number Portability) และหลักเกณฑ์ให้บริการไวแม็กซ์ และจะสามารถประกาศใช้หลักเกณฑ์ได้ภายในปีนี้

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า รายได้จากการให้บริการเสียงของธุรกิจมือถือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในอนาคตมีแนวโน้มเติบโตลดลง เนื่องจาก 3 จี เข้ามาทำให้ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยนไปและหันมาใช้บริการข้อมูลมากขึ้น ซึ่ง กสท เป็นผู้ให้บริการรายเดียวในปัจจุบันที่ให้บริการ 3จี ผ่านซีดีเอ็มเอ 2000 1 x อีวิดีโอ ใน 51 จังหวัด

ขณะที่นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีเตรียมผลักดันให้ ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.... เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การยกร่างกฎหมายเสร็จทันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดในเดือน ส.ค. และสรรหาแต่งตั้ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสช.) ได้ทันภายในปลายปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลจะหารือกับฝ่ายค้านให้ร่วมกันจัดทำกฎหมาย เป็นการช่วยกันทำช่วยกันแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ยังอยู่บนหลักการเดิมคือ ให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้คัดเลือก แต่งตั้ง กสช. และให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตรวจสอบถอดถอน เพราะหากกระบวนการยกร่างล่าช้าออกไป หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล กฎหมายไม่สามารถประกาศใช้ กสช. ไม่เกิด จะเกิดผลเสียต่อการพัฒนาประเทศ

“อยากให้คำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลัก จึงเตรียมเสนอเป็นวาระแห่งชาติ ให้ช่วยกันทำ ดีกว่ามาค้านไปเรื่อยๆ ไม่จบ กฎหมายไม่เสร็จ กสช. ไม่เกิด สื่อสารโทรคมนาคมก็ไม่พัฒนา” นายมั่น กล่าว

ส่วนการพิจารณาอนุมัตินำเข้าอุปกรณ์เอชเอสพีเอ เพื่อให้บริการ 3จีของเอกชนภายใต้สัมปทานทั้ง 3 ราย คือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ ได้ให้นโยบายชัดเจนว่า ต้องเริ่มต้นพร้อมกัน คาดว่าจะสรุปได้ใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งได้หารือกับ กทช. แล้ว จะไม่มีการอนุญาตช่วงนี้แน่นอน

ขณะที่ทางออกของกิจการร่วมค้าไทยโมบาย ได้เปิดโอกาสให้ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ประชุมหาทางออกกันเอง มีกำหนดภายใน 10 วัน จะไม่ลงไปก้าวก่าย เว้นแต่จะไม่สามารถสรุปกันได้จริงๆ เท่านั้น

Sky-High Network to use 'emotional marketing' (posted on 05/06/2008)

Sky-High Network, a radio-station operator under the RS entertainment group, plans to apply "emotional marketing" for its Cool 93 Fahrenheit station, to boost awareness and enhance its top position among easy-listening stations.

It also plans to make Max 94.5 Digital Radio the third most popular station among teenagers by the end of the year.

The advertising and marketing budget for these two stations for this year is Bt80 million, with 65 per cent going to Cool and the rest to Max.

The company yesterday launched the second of a planned three ads for Cool 93. Called "Cool My Society". Each ad will run for four months, with the current one focusing on corporate social responsibility (CSR), considered a rising trend among advertisers.

The campaign costs Bt5 million and features children selling garlands to drivers at street intersections. The youngsters ask motorists to help save the environment for future generations. It will be shown in cinemas and via other media, including the Internet.

"Emotional marketing enables us to appeal to consumers' hearts, the same as life-assurance firms and consumer companies have done in the past," said managing director Komsan Chetchotisak.

The online ploy is also expected to spread its message to 400,000 viewers, he said.

Komsan said the firm initially did not expect to earn money from any of Cool 93's three ads but that the current one had attracted several sponsors. Its first one, which ran from January to April, was called "Cool My World" and cost Bt7 million to make. The third one will be called "Cool My Life" and is expected to cost a similar amount.

Komsan said the strategy of using CSR should contribute 5 per cent to revenue growth. The firm expects to earn Bt250 million this year.

Sky-High is also working hard to promote Max. It plans to make Max the third most popular teen station, from fourth place today. It now has almost 200,000 listeners nationwide. Third-place rival 91.5 Hotwave has about 300,000 listeners.

Its strategy is to use a community website where audiences have interactive activities with Max deejays, playing games to collect points and sell products.

It is also working on an action plan to change Max's image by incorporating a more "teen look" for the station next month. A budget for this campaign will not be set until the plan is finalised.

Sky-High expects the station to generate Bt100 million in revenue this year, up from Bt70 million last year.

Komsan said the company had not yet planned to run another station yet. It lost its 106 Latte adult-music station last December.

"We must wait and weigh the political and economic situation first," he said.

Taylor Nelson, GfK to Merge TNS-GfK will have estimated revenue of $4.2 billion (posted on 05/06/2008)

NEW YORK Two of the world's largest research firms have agreed to merge to create the second-largest global market research organization.

U.K.-based Taylor Nelson Sofres, which owns TNS Media Intelligence and TNS Media Research in the U.S., has agreed to a stock swap with German firm GfK AG, the companies said Tuesday.

Both firms will own about 50 percent of the merged entity, to be called TNS-GfK.

TNS-GfK will have estimated revenue of $4.2 billion, closing in on Nielsen, which reported $4.7 billion revenue in 2007. The new company will have operations in 111 countries, bringing together GfK's strength in central and eastern Europe with TNS' coverage in the Asia-Pacific region.

"The new business we are creating will be a global leader in the market information industry," said David Lowden, chief executive of TNS. The transaction is expected to close by year's end.

According to several reports, agency holding company WPP Group also proposed to acquire TNS earlier this year, but that offer was rejected.

Nielsen is the parent of Adweek and Mediaweek.

Chen rejoins as Nitro seeks China JV (posted on 05/06/2008)

SHANGHAI - Two and a half years after she left, Wei Wei Chen (pictured) has rejoined Nitro China as CEO, with the agency believed to be in talks regarding a joint venture with highly-rated independent shop Mei Kao.

While Chen declined to comment on the Mei Kao deal, she explained that she had returned to Nitro as the challenge is much bigger. Chen departed Nitro to lead Y&R China in 2006, before resigning her position last year. Our strategy is to seek a JV, added Chen.

Mei Kao currently counts over 200 staffers across Beijing, Shanghai and Guilin. They share the same values and beliefs as Nitro, said a source. Nitro is pretty young and flexible too.

Powered by Information System Department, Dentsu (Thailand) Ltd. 2006