dNews - 06/08/2012
ไฮเนเก้นดิ้นซื้อ 'เอพีบี' คาดยุติสัปดาห์นี้ (posted on 06/08/2012)

ไฮเนเก้นหวังผู้ถือหุ้นเอฟแอนด์เอ็น ยอมขายหุ้นเอพีบี ด้านนักวิเคราะห์ประเมินไฮเนเก้นยอมทุ่มเงินมหาศาล เพราะเป็นกลยุทธ์สำคัญในตลาดเอเชีย ขณะที่ไทยเบฟ หากยอมขายหุ้น จะได้ผลตอบแทนลงทุนคืนเพียงไม่กี่เดือน

ในสัปดาห์นี้ บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) จะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อตกลงกับไฮเนเก้นที่ประกาศเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า ได้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นของบริษัทเอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรีส์ (เอพีบี) ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวจะสร้างความชัดเจนถึงการซื้อกิจการเอพีบีของไฮเนเก้นในครั้งนี้

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไฮเนเก้น ออกแถลงการณ์ว่าได้ตกลงกับคณะกรรมการเอฟแอนด์เอ็นในเบื้องต้นเพื่อซื้อหุ้นในส่วนของเอฟแอนด์เอ็นที่ถือในเอพีบีทั้งหมด รวมทั้งที่ถือโดยบริษัทร่วมทุน คือ บริษัท เอเชีย แปซิฟิก อินเวสต์เมนท์ หรือ เอพีไอพีแอล ในราคาหุ้นละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์

ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นในเอพีบีมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ประกอบด้วย ไฮเนเก้น ถือหุ้นโดยตรงในสัดส่วน 9.49% เอฟแอนด์เอ็น ถือหุ้นในสัดส่วน 7.26% และผู้ถือหุ้นใหญ่คือ เอพีไอพีแอล ถือหุ้นในสัดส่วน 64.80% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายอื่น

ในขณะที่ เอพีไอพีแอล ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างไฮเนเก้นและเอฟแอนด์เอ็น โดยถือหุ้นฝ่ายละ 50%

อย่างไรก็ตาม การประกาศของไฮเนเก้น ถือว่ายังไม่สามารถครอบครองหุ้นในเอพีได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้ถือหุ้นรายอื่น โดยในแถลงดังกล่าวยืนยันเพียงว่าข้อตกลงครั้งนี้ ทำให้ไฮเนเก้นถือหุ้นในเอพีบี รวมทั้งสิ้น 16.76% เท่านั้น เท่ากับว่ายังไม่นับรวมในส่วนของเอพีไอพีแอลอีก 64.80%

ดังนั้น ไฮเนเก้นจึงระบุในแถลงการณ์โดยคาดหวังว่าคณะกรรมการเอฟแอนด์เอ็น จะพิจารณาขายหุ้นในส่วนที่เหลือทั้งหมด

แต่คณะกรรมการเอฟแอนด์เอ็นมีผู้ถือหุ้นรายอื่นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นเอฟแอนด์เอ็น 22% และเอพีบี ประมาณ 8.5% จากกลุ่มโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ป (โอซีบีซี) โดยต้องการขยายธุรกิจเบียร์และอาหารในภูมิภาค

เอพีบี ปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดเบียร์ในภูมิภาค โดยเป็นผู้จำหน่ายเบียร์แบรนด์ดัง คือ ไทเกอร์เบียร์และไฮเนเก้น อีกทั้งมีโรงกลั่นเบียร์ 24 แห่ง ใน 14 ประเทศเอเชียแปซิฟิก

ไฮเนเก้นไม่มีทางเลือก

นายโรเบิร์ต ไซรัน คอลัมนิสต์สำนักข่าวรอยเตอร์ แสดงความเห็นว่าการที่ไฮเนเก้น ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเบียร์ จากเนเธอร์แลนด์ ทุ่มเงินมากถึง 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือสูงกว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าจัดจำหน่าย หรือ EBITDA ถึง 17 เท่า เพราะมีทางเลือกอยู่ไม่มากนัก

ไฮเนเก้น ไม่สามารถปล่อยให้บริษัท เอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรีส์ (เอพีบี) ซึ่งมีความสำคัญในกลยุทธ์เอเชียของบริษัทหลุดมือไปได้ ทั้งการเคลื่อนไหวนี้ของไฮเนเก้น ก็อาจทำให้ เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ต้องเดินหน้าต่อไป ด้วยการแตกกิจการธุรกิจที่เหลืออยู่ในเครือ

นายไซรัน มองว่า ไฮเนเก้นสูญเสียเอพีบีไปไม่ได้ เพราะการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดเบียร์ใหญ่สุดของโลก อย่างเช่น ซาบมิลเลอร์ และ เอบี อินเบฟ ต่างเป็นผู้นำในตลาดและเป็นคู่แข่งสำคัญของไฮเนเก้นในตลาดจีน

การเติบโตของไฮเนเก้นในเอเชีย ต้องพึ่งพาเอพีบีเป็นหลัก โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอพีบีมียอดขายในแต่ละปีเพิ่มขึ้นมากกว่า 10%

เปลี่ยนจากพันธมิตรเป็นเจ้าของเต็มตัว

แต่การเคลื่อนไหวของคู่แข่งท้องถิ่นบางราย รวมถึง คิริน โฮลดิ้งส์ ของญี่ปุ่น ที่เข้ามาซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งใน เอฟ แอนด์ เอ็น ขณะที่ตระกูลของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ราชานักธุรกิจเบียร์ของไทย ก็เข้ามาซื้อหุ้นในเอฟแอนด์เอ็น และเอพีบี เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทำให้บริษัทไม่เหลือทางเลือกอื่นมากนัก

ข้อตกลงซื้อกิจการข้างต้น ถือว่าเป็นการเสนอบางอย่างให้กับทุกฝ่าย โดยในส่วนของไฮเนเก้นนั้น แม้อาจจะมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนกลับมาไม่ถึง 5% แต่บริษัทก็ได้อำนาจการบริหารอย่างเต็มตัว หลังจากถูกจำกัดอยู่ในตำแหน่งพันธมิตรมาเกือบ 100 ปี

ชี้ไทยเบฟได้ผลตอบแทนคืน

เช่นเดียวกับ นักลงทุนในเอฟแอนด์เอ็น ที่แม้อาจจะมีบางรายหวังที่จะเกิดสงครามแย่งซื้อกิจการระหว่างบริษัทไทย และเนเธอร์แลนด์ ทั้งที่เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เพราะไฮเนเก้นถือหุ้นอยู่ในมือมากถึง 42% แต่การที่ได้ข้อเสนอซื้อหุ้นในราคาที่สูงกว่าปกติถึง 40% นั้น ก็แทบจะไม่มีใครหวังถึงราคาที่สูงไปกว่านี้แล้ว ฝ่ายไทยเองก็ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนคืนมาอย่างรวดเร็ว เพราะข้อตกลงฉบับนี้

ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์รายงานว่า การที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และบริษัทอื่นๆ ที่มีสายสัมพันธ์กับนายเจริญ เข้ามาซื้อหุ้นในเอฟ แอนด์ เอ็น และเอพีบี รวมมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ในความพยายามที่จะขยายธุรกิจเบียร์ช้างในเอเชียนั้น ทำให้ไฮเนเก้นยื่นข้อเสนอเพื่อซื้อกิจการเอพีบี เพราะมองว่าสถานะของตัวเองในเอเชีย กำลังโดนคุกคามอย่างหนัก

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารของเอฟแอนด์เอ็นอนุมัติการขายหุ้นในเอพีบีมูลค่ารวม 4,100 ล้านดอลลาร์ ให้กับไฮเนเก้น และทำให้บริษัทเบียร์เนเธอร์แลนด์กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดที่ 82% แล้ว ไฮเนเก้นก็ตัดสินใจที่จะยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม เพื่อขอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด รวมวงเงินซื้อกิจการครั้งนี้ราว 6,000 ล้านดอลลาร์

ยอดขายเอพีบีชดเชยตลาดยุโรป

ที่ผ่านมา เอพีบีถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจอย่างมาก ด้วยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น มีการขยายตัวด้านรายได้เกือบ 20% และมีสถานะเป็นผู้นำตลาด ในตลาดสำคัญๆ อย่าง เวียดนาม ที่ช่วยชดเชยยอดขายอันซบเซาในยุโรป ที่คิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของยอดขายของบริษัทได้

ข้อตกลงกับไฮเนเก้น ยังอาจทำให้เอฟแอนด์เอ็นแตกกิจการที่เหลืออยู่ โดยมี โคคา-โคลา จับตามองธุรกิจเครื่องดื่มยอดนิยมของบริษัทอย่าง 100 พลัส น้ำผลไม้ น้ำแร่ และผลิตภัณฑ์นม ที่อาจจะแยกตัวออกมาเป็นบริษัทเดี่ยว แต่ โคคา-โคลา ก็อาจต้องเจอกับแรงต้านจาก 2 บริษัทใหญ่ของเอเชีย อย่าง ไทยเบฟเวอเรจ และคิริน ที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ของตัวเองในบริษัทนี้ให้ปกป้อง ในฐานะ 2 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดของเอฟ แอนด์ เอ็น ที่ 24.1% และ 15%

นายเซนจิ มิยาเกะ ประธานบริหารคิริน เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า บริษัทพุ่งเป้าความสนใจไปที่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของเอฟแอนด์เอ็น และไม่คิดที่จะทำอะไรกับเอพีบี

ธปท.ชี้คนรายได้ต่ำภาระหนี้พุ่ง คาดหนี้เอ็นพีแอลจ่อขยับขึ้นตาม (posted on 06/08/2012)

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การขยายตัวของสินเชื่อภาคครัวเรือน เป็นประเด็นที่ ธปท.ให้ความสนใจติดตามอยู่ แต่โดยรวมขณะนี้ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องกังวล ยกเว้นกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย คือต่ำกว่า 1 หมื่นบาท/เดือน พบว่าอาจมีภาระหนี้ที่สูงกว่าความสามารถในการชำระ

ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในเดือน มิ.ย. สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวได้ต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 16.1% โดยสินเชื่อภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวสูง 17.2% ซึ่งพบว่า กลุ่มที่มีรายได้น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้เพิ่มจาก 20% กว่า มาเป็น 30% ขณะที่สินเชื่อภาคธุรกิจขยายตัว 14.5%

"สินเชื่อธุรกิจเร่งขึ้นทุกประเภท ทั้งสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเงินหมุนเวียน ตามวัฏจักรการลงทุนในช่วงขาขึ้น ขณะสินเชื่อภาคครัวเรือนขยายตัวจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นสำคัญ ตามความต้องการซื้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น จากมาตรการรถคันแรกของรัฐบาล"

ทั้งนี้ ในรายงานผลสำรวจภาวะสินเชื่อประจำไตรมาสที่ 2/55 และแนวโน้มไตรมาสที่ 3/55 ของธนาคาร 21 แห่ง และบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์) อีก 18 แห่งของ ธปท.ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์และน็อนแบงก์ คาดว่าในไตรมาสที่ 3/55 ความต้องการสินเชื่อภาคครัวเรือนทุกประเภทจะเพิ่มขึ้นตามการบริโภคที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อทุกประเภทจะยังอยู่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ในภาคครัวเรือน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยในไตรมาสที่ 2/55 ที่ผ่านมา สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อครัวเรือน

อื่น ๆ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการใช้สอยทั่วไปและการซื้อสินค้าคงทน โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ขณะที่มาตรฐานสินเชื่อในส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารเฉพาะกิจ ทำให้มีการผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อ

ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตผ่อนคลายลงเช่นกัน แต่สินเชื่อครัวเรือนอื่น ๆ แม้แข่งขันสูง แต่สถาบันการเงินมีความกังวลกับภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงจากต่างประเทศมากขึ้น จึงคงมาตรฐานสินเชื่อไว้ และได้ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ค้ำประกันมากขึ้น รวมถึงการปรับเพิ่มมาร์จิ้นสำหรับลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

เช่นเดียวกับสินเชื่อธุรกิจที่สถาบันการเงินมีมาตรฐานให้สินเชื่อเข้มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจสูงขึ้น ไม่ใช่ปัญหาสภาพคล่อง ทำให้มีการปรับมาร์จิ้นลูกค้า SMEs ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูง ยังมีการลดค่าธรรมเนียมที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย

"ไตรมาสที่ 3/55 สถาบันการเงินประเมินว่า ความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs สอดคล้องกับวัฏจักรการลงทุน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่สถาบันการเงินยังคงรักษามาตรฐานการให้สินเชื่อภาคธุรกิจไว้ใกล้เคียงระดับเดิม ยกเว้นสินเชื่อระยะยาวที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ทำให้สถาบันการเงินยังมีการติดตามดูแลธุรกิจส่งออกอย่างใกล้ชิด" รายงานระบุ

อีตั้นปั้นชุดแต่งเชื่อตลาดโต ลุยโชว์สร้างแรงจูงใจลูกค้า (posted on 06/08/2012)

อีตั้น อิมปอร์ต เป็นที่รู้จักกันในฐานะเป็นผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ซึ่งเป็นรายใหญ่ในวงการ โดยมีปีนี้คาดว่าจะมียอดขายในระดับ 900 คัน เติบโตประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา โดยตลาดหลักคือรถญี่ปุ่น มีสัดส่วนประมาณ 60% ส่วนรถยุโรปอยู่ที่ 40%

อัจฉรีย์ ตันติยันกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาตลาดผู้นำเข้ารายย่อยจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะด้านภาพลักษณ์ที่มาจากผู้ประกอบการบางราย แต่เชื่อว่าตลาดนี้จะยังเติบโตต่อไป เนื่องจากสามารถตอบสนองลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง และรถที่บางรุ่นไม่มีจำหน่ายในไทย โดยบริษัทสามารถจะจัดหาให้ลูกค้าได้ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ ต้องเป็นรถที่บริษัทสามารถให้บริการหลังการขายได้เท่านั้น เพื่อจะสามารถดูแลลูกค้า รักษาระดับคุณภาพ และภาพพจน์องค์กรเอาไว้ได้

อัจฉรีย์กล่าวว่า สำหรับอีตั้น การที่สามารถรักษาตลาด และการเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะที่ผ่านมามีการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ลงทุนในส่วนของศูนย์บริการใหม่ ลงทุนในด้านเครื่องมือและบุคลากร ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจที่จะซื้อรถ นอกจากนี้ ก็ยังมีระบบบริหารจัดการสต็อกที่ดี ทำให้สามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ทัน รวมถึงมีรถรุ่นใหม่เข้ามาเปิดตัวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีรถใหม่ๆ เช่น โฟล์คสวาเก้น บีทเทิล เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร หรือว่า แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ และช่วงปลายปีนี้ก็เตรียมที่จะนำเข้ารถใหม่ในตระกูล ปอร์เช่ และเมอร์เซเดส-เบนซ์ 2-3 รุ่นด้วยกัน

และช่วง 2 ปีที่ที่ผ่านมา อีตั้นก็ขยายธุรกิจไปสู่การเป็นตัวแทนจำหน่ายชุดแต่งวาลด์ (WALD) ชุดแต่งชื่อดังจากญี่ปุ่น ซึ่งระยะเวลา 2 ปี ยังถือว่าไม่มากนักสำหรับธุรกิจใหม่ และอีตั้นก็เชื่อว่าในอนาคตการเติบโตจะเป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะเมื่อคนเข้าใจเรื่องการแต่งรถกันมากขึ้น

อัจฉรีย์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้ยอดขายจะยังไม่มากนัก แต่อีตั้นก็มองเห็นการเติบโตในวันข้างหน้า เนื่องจากตลาดนี้ยังเล็ก และที่สำคัญคือยังไม่มีคู่แข่งมากนัก

ทั้งนี้สำหรับวาลด์ ถือเป็นชุดแต่งระดับพรีเมียม ราคาหลักแสนบาท ถึงหลายแสนบาท สำหรับการแต่งทั้งคัน โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือ รถหรูจากญี่ปุ่น เช่น โตโยต้า อัลฟาร์ด เวลไฟร์ หรือ แฮริเออร์ หรือ รถนิสสัน ฮอนด้า เลกซัส นอกจากนั้นก็เป็นกลุ่มรถยุโรป เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู เบนท์ลีย์ แอสตัน มาร์ติน ซึ่งช่วงงานบางกอก ออโต้ ซาลอน ปลายเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็น อี 250 มาพร้อมกับชุดแต่งแบลค ไบซัน ของวาลด์ ที่มีต้นทุนรวม 4 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำตลาด ก็ยังมีความหลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้ามากขึ้น อย่าง การแต่งเฉพาะจุด เช่น การนำเข้าล้อแม็ก ราคา 1.1 หมื่นบาท/วง เข้ามาเปิดจำหน่าย ซึ่งรถที่สามารถใช้ได้ ก็คือ รถตลาดทั่วๆ ไป อย่าง ฮอนด้า ซีวิค แอคคอร์ด หรือว่า โตโยต้า คัมรี่

อัจฉรีย์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดแต่งรถในบ้านเรา ยังไม่ใหญ่นัก เนื่องจากข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะการที่ลูกค้าไม่รู้ว่าจะแต่งรถของตัวเองอย่างไร และแต่งแล้วรถจะสวยหรือไม่ ทำให้ยังไม่ตัดสินใจซื้อ

เราเป็นพรีเมียม แบรนด์ ซึ่งในด้านการเงินนั้น ลูกค้าไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ติดอยู่ที่ว่าเขาไม่รู้จะแต่งยังไงให้สวย และบางคนก็คิดว่ารถที่ใช้อยู่นั้นสวยอยู่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของเราในการทำให้เขาเห็นว่ามันสามารถสวยกว่านั้นได้

ดังนั้นในส่วนของบริษัทจึงพยายามหาทางที่จะกระตุ้นตลาด ซึ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ การแต่งรถโชว์ เป็นการสร้างแรงจูงใจ ซึ่งพบว่าที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากลูกค้าที่ใช้รถรุ่นนั้นๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทจะเน้นกิจกรรมนี้มากขึ้น และคาดว่าอย่างน้อยก็จะช่วยให้ยอดขายในปีนี้ทำได้อย่างน้อย 8 ล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ: 6 สิงหาคม 2555

รถคันแรกดันเช่าซื้อทะลุ 1.1ล้านล้าน ประดับยนต์รับอานิสงส์โตเพิ่ม30% (posted on 06/08/2012)

อานิสงส์ยืดเวลารถคันแรกแบบไม่มีกำหนด ดันยอดขายรถยนต์ปี"55 ทะลุเดือด 1.35 ล้านคัน ผลักยอดสินเชื่อปีหน้าสูงถึง 1.13 ล้านล้าน ค่ายรถจี้โรงงานสปีดกำลังผลิตเร่งส่งมอบรถ เชื่อ 3 เดือนสุดท้ายทุกค่ายระเบิดศึกชิงยอดจองคึกคัก ฟิล์ม-ประดับยนต์-เครื่องเสียง พร้อมรับส้มหล่น

ผลพวงจากนโยบายรถคันแรก และมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2555 ให้ยืดระยะเวลาการส่งมอบรถยนต์ออกไปแบบไม่มีกำหนด ขอเพียงจองรถและลงชื่อของคืนภาษีสรรพสามิตก่อน 31 ธันวาคมปีนี้ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์คึกคักขึ้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับอานิสงส์อย่างถ้วนหน้า

สินเชื่อเช่าซื้อทะลุ 1.13 ล้านล้าน

นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด ในฐานะประธานกรรมการสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัวมากขึ้น คาดการณ์ว่าปีนี้จะมียอดขายรถยนต์ใหม่สูงถึง 1.28-1.35 ล้านคัน ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 จะเป็นรถที่มูลค่าต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งสามารถใช้สิทธิคืนภาษีได้ จึงส่งผลให้มูลค่าสินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบน่าจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 8.9 แสนล้านบาท หรือเติบโต 47%

นายอิสระมั่นใจว่าในปี 2556 ปริมาณรถใหม่และสินเชื่อเช่าซื้อจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง อย่างน้อย 20% ทำให้สินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบทะลุขึ้นไปถึง 1.13 ล้านล้านบาท

ด้านนายชลิต ศิลป์ศรีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ดีมานด์การจองรถใหม่น่าจะโหมเข้ามาในช่วงปลายปีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเดือน ธ.ค. ซึ่งจะกระทบให้ช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ยอดการจองอาจจะลดลงไปบ้าง เพราะคนที่ต้องการจะจองซื้อก็เลื่อนเข้ามาอยู่ในปีนี้ก่อน

ค่ายรถจี้โรงงานเร่งปั้มสุดตัว

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากนี้น่าจะได้เห็นภาพการแข่งขันในธุรกิจลีสซิ่งและประกันภัยสำหรับรถยนต์ ขณะที่ค่ายรถยนต์เองก็น่าจะได้เห็นการช่วงชิงยอดจองในช่วงปลายปีนี้

เช่นเดียวกับนายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ต้องจับตาว่าจะมีการแข่งขันยอดจองที่ดุเดือด จะส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ในปี 2556

ขณะที่นางปนัดดา เจณณวาสิน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้อีซูซุอยู่ระหว่างเพิ่มกำลังผลิตเพื่อให้สามารถตอบสนองได้ทันกับความต้องการของลูกค้า

"ตอนนี้เราพยามจี้โรงงานเพื่อเร่งกำลังการผลิตส่งมอบรถยนต์ ให้กับลูกค้าได้เร็วที่สุด โครงการรถคันแรก ถือเป็นเรื่องที่ดี และทำให้ผู้ซื้อรถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น"

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สอบถามไปยังค่ายรถยนต์อื่น ๆ เกี่ยวกับแคมเปญหรือโปรโมรชั่นเพื่อส่งเสริมตลาดในกลุ่มรถยนต์คันแรก ผู้บริหารบริษัทนิสสัน มอเตอร์ จำกัด และบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง จำกัด ได้ให้คำตอบว่า บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการทำตลาด และนิสสันไม่ละทิ้งโอกาสอย่างแน่นอน

เครื่องเสียง-ประดับยนต์ส้มหล่น

นายเอกชัย จันทร์วิภาสวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ บริษัท ซูเล็ค (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียง กล่าวว่า โครงการรถคันแรกทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะอีโคคาร์ที่ถือเป็นลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก และเมื่อระยะเวลาการส่งมอบรถคันแรกยืดออกไป โอกาสของธุรกิจต่อเนื่องก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

ซึ่งสินค้าประเภทชุดเครื่องเสียงเฉพาะรุ่นนั้นได้รับความนิยมสูงมาก มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40% และคาดว่าจนถึงสิ้นปี สินค้าประเภทดังกล่าวน่าจะมีการเติบโตราว 50% เนื่องจากบริษัทมีสินค้าสำหรับอีโคคาร์ครบทุกรุ่นทั้ง นิสสัน มาร์ช, นิสสัน อัลเมร่า, ซูซูกิ สวิฟท์, มิตซูบิชิ มิราจ และกำลังจะเปิดตัวชุดเครื่องเสียงสำหรับรถยนต์แจ๊ซ ไฮบริด และเชฟโรเลต โซนิค ในปลายเดือนสิงหาคมนี้

คาดว่าในช่วงปลายปีที่มีงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปนั้น การจัดแคมเปญเพื่อแข่งขันด้านราคาจะมีความรุนแรงเป็นพิเศษ ขณะที่ภาพรวมของตลาดเครื่องเสียงติดรถยนต์นั้น นายเอกชัยกล่าวว่า ปีนี้มูลค่าตลาดรวมน่าจะอยู่ที่ 300 ล้านบาท

นายพลวัฒน์ ก่อเกียรติตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร็อคเก็ตซาวด์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดเครื่องเสียงติดรถยนต์และระบบคาร์เอ็นเตอร์เทนเมนต์กลับมาฟื้นตัว คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมียอดขายเพิ่มขึ้นราว 15-20% โดยความต้องการเน้นกลุ่มอีโคคาร์เป็นหลัก บริษัทจึงจัดชุดเครื่องเสียงที่มีราคาเหมาะสมราว 30,000-50,000 บาทไว้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ารถยนต์คันแรกด้วย

เช่นเดียวกับผู้นำเข้าและจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ ที่มีการจัดแคมเปญต้อนรับโครงการรถคันแรกเช่นกัน น.ส.จันทร์นภา สายสมร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายมากกว่า 300 ล้านบาท จึงปรับเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นจาก 640 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท และคาดว่าตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในปี 2555 จะอยู่ที่ 1,500-1,700 ล้านบาท

ด้านนายกนต์ธร จตุรภัทรพนิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี-คูล คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท ฮิวเปอร์ ออพติค คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 3 บริษัทได้เตรียมนำเข้าสินค้าที่มีราคาต่ำลงเพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตั้งได้ง่ายขึ้น ภายใต้ชื่อสินค้า KB คลาสสิคแบล็ก ที่มีราคาจำหน่ายเพียง 3,990 บาท จากปกติสินค้าของแบรนด์ฮิวเปอร์ ออพติค มีราคาจำหน่ายหลักหมื่นบาท พร้อมทั้งตั้งทีมขายใหม่เพื่อเจาะเข้าหากลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โครงการรถยนต์คันแรกทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 40-50%

'ฮุนได' ปลื้มครึ่งปีแรกยอดโต (posted on 06/08/2012)

ฮุนไดฟุ้งยอดขายครึ่งปีแรกทะลุ 3 พันคัน เล็งเดินหน้าสื่อสารการตลาด-เร่งส่งมอบรถให้ลูกค้า มั่นใจสิ้นปีโกยยอดตามเป้า 6 พันคัน

นายสฤษฎ์พร สกลรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด และวางแผนผลิตภัณฑ์ บริษัทฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 สามารถทำยอดขายได้กว่า 3,000 คัน เติบโตประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยรถในรุ่น เอช 1 มียอดขายมากที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 85% ตามมาด้วยแกรนด์ สตาเรก 10% และอีก 5%มาจากรุ่น ทูซอน ,เอลันตร้า และโซนาต้า

"ตอนนี้เราทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้า โดยเฉลี่ยแต่ละเดือนจะมีประมาณ 400-500 คัน ส่วนเอลันตร้าก็เริ่มส่งไปยังโชว์รูมต่างๆแล้วกว่า 100 คัน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเราคาดว่าจนถึงสิ้นปีจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือ 6,000 คันหรือเติบโต 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ขายได้ 4,500 คัน"

นายสฤษฎ์พร กล่าวว่า ในส่วนของแผนการตลาดที่จะช่วยผลักดันยอดขายของฮุนไดนั้น จะเน้นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เห็นถึงความคุ้มค่าของรถรุ่นต่างๆของฮุนได โดยเฉพาะรถในกลุ่มซี-เซ็กเมนต์อย่างเอลันตร้า นอกจากนั้นแล้วก็จะมีการจัดทำแคมเปญต่างๆ อาทิ เซอร์วิสแคมเปญ "Happy Rainy Season" "ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยหน้าฝน"

สำหรับแคมเปญล่าสุดนี้ลูกค้าฮุนไดสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 40 รายการ พร้อมส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับใบปัดน้ำฝน และก้านปัดน้ำฝน และส่วนลดพิเศษ 10% สำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์, กึ่งสังเคราะห์ และน้ำมันเบรก รวมไปถึงผ้าเบรก, จานเบรก และลูกปืนล้อ โดยลูกค้าสามารถใช้บริการได้ที่ศูนย์บริการฮุนไดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 - 31 สิงหาคมนี้

"ลูกค้าของฮุนไดส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะปากต่อปาก และมีกลุ่มลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้นเราจะเน้นการสื่อสารให้มากขึ้น ทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ลูกค้าได้รับรู้รับทราบถึงแบรนด์ของฮุนไดมากขึ้น"

นายสฤษฎ์พร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในไตรมาสที่ 3 อาจจะมีการประเมินภาพรวมของตลาดรถยนต์รวมไปถึงเป้าหมายยอดขายของฮุนไดอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นตอนนี้ตลาดรถยนต์ถือว่าส่งสัญญาณในทางบวก เพราะครึ่งปีแรกยอดขายเติบโต และในครึ่งปีหลังค่ายรถยนต์จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆออกสู่ตลาดอีกต่อเนื่อง และบางค่ายก็จะมีงัดเอากลยุทธ์กระตุ้นการขายผ่านแคมเปญต่างๆออกมาแข่งขัน ทำให้คาดว่าตัวเลขยอดผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้จะใกล้เคียงกับ2.1 ล้านคัน ขณะที่ยอดขายในประเทศจะมากกว่า 1 ล้านคัน

"ปีนี้เป็นปีทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะยอดขายรถเติบโตมาก ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่ดึงกำลังซื้อมาจากลูกค้าหลายๆ กลุ่ม และแม้ว่าฮุนไดจะไม่ได้มีรถเข้าร่วมโครงการ แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อรถฮุนไดและรถในโครงการรถคันแรกนั้นเป็นคนละกลุ่มกัน โดยเรามองว่านโยบายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ตลาดรวมของรถยนต์ทั้ง หมดมีความคึกคัก"

มอเตอร์ไซค์ไตรมาส3 ระอุ-เข็นรถใหม่ (posted on 06/08/2012)

สองล้อไตรมาส 3 แข่งดุ ค่ายฮอนด้าจัดทัพรถใหม่2-3รุ่น พร้อมปรับไลน์ผลิตบิ๊กไบค์ขนาดกลางป้อนตลาด มั่นในสิ้นปีตลาดสองล้อโตทะลุ 2.15 ล้านคัน ด้านยามาฮ่าไม่หวั่นอัด 90 ล้านบาทจัดกิจกรรมทางการตลาดภายใต้โปรเจ็กต์ Yamaha Presents YOUNG BAO THE MOVIE และเล็งเดินหน้าฉลองครบรอบ 8 ปี ฟีโน่

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในครึ่งปีหลัง จะยังคงเติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือพื้นทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี ราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ผกผัน, อัตราการว่างงานที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีศักยภาพในการซื้อสินค้าอุปโภค โดยฮอนด้าคาดว่ายอดขายของตลาดรวมรถจักรยานยนต์ในปีนี้จะทำได้ 2,150,000 คัน

"ครึ่งปีแรกยอดขายรถจักรยานยนต์เติบโตทะลุหลักล้านคันเป็นที่เรียบร้อย โดยมีกว่า 1,096,176 คัน เติบโต 1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในส่วนของฮอนด้าสามารถทำยอดจดทะเบียนกว่า 756,562 คัน หรือครองส่วนแบ่งทางการตลาด 69% ซึ่งเมื่อดูจากแนวโน้มของตลาดในครึ่งปีหลังแล้วก็คาดว่ายอดจดทะเบียนจะสร้างสถิตินิวไฮถึง 2.15 ล้านคัน"

ขณะที่เป้าหมายของฮอนด้าในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 1,500,000 คัน ซึ่งกลยุทธ์ที่จะผลักดันยอดขายนั้นจะมาจาก การเปิดสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาฮอนด้าทำการเปิดตัวรถมากกว่า 8 รุ่นเข้าสู่ตลาด และคาดว่าหลังจากนี้จะมีรถรุ่นใหม่เข้ามาอีก 2-3 รุ่น

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของสินค้าใหม่นั้น จะมีรถในกลุ่มโกลบัล โมเดล หรือที่เป็นบิ๊กไบค์เข้าสู่ตลาด ซึ่งจะเป็นกลุ่มเครื่องยนต์ขนาดกลางตั้งแต่ 400 - 600 ซีซี โดยรถรุ่นใหม่จะใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยที่โรงงานไทยฮอนด้าที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งล่าสุดได้ทำการปรับไลน์ จากเดิมที่โรงงานดังกล่าวมีไลน์การผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ ก็ได้ทำการย้ายออกไป และทำการปรับไลน์ดังกล่าวเพื่อรองรับกับการผลิตรถบิ๊กไบค์

สำหรับกำลังการผลิตของไลน์ดังกล่าวเมื่อรวมกับไลน์เดิมก็จะทำให้ฮอนด้าสามารถผลิตรถบิ๊กไบค์ประมาณ 800 คันต่อวัน

"ในส่วนของรถในกลุ่มบิ๊กไบค์ หรือ โกลบัล โมเดลนั้น หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบกับปัญหาค่าเงินแข็ง และค่าแรงแพง ก็ทำให้มีการย้ายฐานการผลิตมายังโรงงานไทยฮอนด้าตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดยเราเริ่มผลิต PCX 125 ตามมาด้วย CBR 250 และ CRF ที่ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากตลาดในและต่างประเทศ ดังนั้นโปรเจ็กต์ต่อไปก็คือการเพิ่มจำนวนรุ่นในการผลิต ซึ่งตรงจุดนี้เองทำให้เราต้องทำการปรับไลน์การผลิต โดยย้ายเครื่องยนต์อเนกประสงค์ไปผลิตในโรงงานแห่งใหม่ใกล้ๆกัน และปรับไลน์ดังกล่าวมาผลิตรถบิ๊กไบค์ "

นายสุชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันการทำตลาดรถในกลุ่มบิ๊กไบค์ของฮอนด้า ผ่านศูนย์บิ๊กวิง ยังคงเป็นการนำเข้ารถมาจากญี่ปุ่น และมีด้วยกันทั้งหมด 6 รุ่น ขนาดซีซีตั้งแต่ 600 - 1500 ซีซี ส่วนยอดขายในแต่ละเดือนประมาณ 15 คัน ขณะที่ยอดขายรวมของตลาดบิ๊กไบค์ในประเทศไทยสามารถทำได้กว่า 2,500 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขยอดขายที่เทียบเท่ากับยอดขายของทั้งปี 2554 ที่ทำได้ 2,538 คัน โดยคาดว่าจนถึงสิ้นปีตลาดรวมของบิ๊คไบค์จะมียอดขายมากกว่า 5,000 คัน

"ปีนี้ถือเป็นปีที่เราทำการกระตุ้นตลาดหนักมาก โดยมีทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่หลากหลายและแปลกแหวกแนว รวมไปถึงกิจกรรมทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น เรด แชมเปี้ยน, รวมไปถึงวิ่ง 31 ขา ซึ่งเป็นการต่อยอดกลยุทธ์สปอร์ต มาร์เก็ตติ้งที่ได้วางไว้ "

นอกจากความเคลื่อนไหวจากค่ายฮอนด้าแล้ว อีกหนึ่งค่ายที่อัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไม่แพ้กันก็คือ ยามาฮ่า ที่ล่าสุดได้เตรียมโปรเจ็กต์ใหญ่ในการฉลองครบรอบ 8 ปีของยามาฮ่า ฟีโน่ และยังเตรียมเข็นกลยุทธ์วมิวสิก มาร์เก็ตติ้ง ผ่านโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ "Yamaha Presents YOUNG BAO THE MOVIE"

นางสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มีการทุ่มงบประมาณกว่า 90 ล้านบาทในการสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ และยังเตรียมจัดทัวร์คอนเสิร์ต "ยัง 'บาว" ไปยัง 50 จังหวัดทั่วประเทศก่อนที่ภาพยนตร์จะเข้าโรงฉาย โดยคาดว่าลูกค้าหรือแฟนพันธุ์แท้ของวงคาราบาวจะติดตามความเคลื่อนไหวพร้อมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยยามาฮ่าต่อไป

ซื้อ 'รถคันแรก' อย่านอนใจรอปลายปี (posted on 06/08/2012)

ไพโรจน์ ชื่นครุฑธุรกิจเช่าซื้อ เตือนลูกค้าซื้อรถเร่งขอใช้สิทธิ์เคลมภาษีรถคันแรกทันสิ้นปี อย่านอนใจรอปลายปี เชื่อค่ายรถ-สถาบันการเงินมีโปรโมชันออกมาไม่มาก เหตุภาคการผลิตยังไม่สมบูรณ์ดันดีมานด์สูงกว่าซัพพลาย ค่ายกรุงศรีออโต้คาดสิ้นปีฝุ่นตลบกำลังซื้อ-ยอดขายรถดี ขณะที่ค่ายไฟแนนซ์โล่งอกหลังสรรพสามิตรับปากสมาคมเช่าซื้อไทยถอนอายัดภายใน 7 วันกรณีผู้ซื้อผิดสัญญา-ผิดนัดชำระ

จากกรณีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมาเห็นชอบให้ขยายเวลาการรับรถยนต์ในโครงการรถคันแรกและขยายเวลาการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกออกไปแบบไม่มีกำหนด โดยให้ผู้ขอใช้สิทธิ์นำเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมมายื่น ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขาภายในระยะเวลา 90 วันนับจากวันถัดจากวันรับมอบรถยนต์ โดยผู้ใช้สิทธิ์ต้องซื้อหรือจองรถยนต์และยื่นขอใช้สิทธิ์ภายในวันเดียวกันคือถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 โดยใช้ชื่อบุคคลเดียวกันทั้งผู้จองซื้อทำสัญญาและรับมอบรถยนต์เท่านั้น

ต่อเรื่องนี้นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรุงศรี ออโต้เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า การเลื่อนเวลารับรถจากมาตรการรถยนต์คันแรกนั้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดสินเชื่อเช่าซื้อดีขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะมาตรการกรมสรรพสามิตที่กำหนดทั้งผู้จองซื้อ ผู้ทำสัญญาและผู้รับรถยนต์จะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันสามารถป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์ในระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ประกอบการเช่าซื้อนั้นส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการดังกล่าว

แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงในส่วนของลูกค้าที่น่าจะเป็นประเด็น คือ ปกติปลายปีทั้งค่ายรถยนต์และสถาบันการเงินจะมีโปรโมชันออกมาจูงใจลูกค้าในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป หรือมอเตอร์โชว์ แต่ปลายปีนี้มีความเป็นไปได้ว่ามีโปรโมชันไม่มากแน่ เพราะภาคการผลิตรถยนต์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้รถยนต์หลายรุ่นผลิตไม่ทันส่งมอบ ขณะเดียวกันความต้องการซื้อรถที่สูงกว่ากำลังการผลิต โดยส่วนตัวมองว่าปลายปีตลาดสินเชื่อเช่าซื้อจะฝุ่นตลบจากกำลังซื้อที่เข้ามา ดังนั้นจึงแนะนำลูกค้าควรรักษาสิทธิ์รถคันแรกและรับรถได้เร็วขึ้นโดยตัดสินใจจองรถตั้งแต่วันนี้ไม่ต้องไปรอช่วงปลายปี

สอดคล้องกับนายอนุชาติ ดีประเสริฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ บมจ.ธนาคารธนชาต กล่าวว่า การขยายระยะเวลานั้นที่สำคัญผู้ผลิตไม่ต้องเร่งผลิตรถมากจนเกินไปทำให้คุณภาพรถที่ออกมาดีขึ้น ไม่ต้องห่วงเอฟเฟกต์จากการเร่งผลิต

ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมเช่าซื้อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า โดยเฉพาะผู้เช่าซื้อรถยนต์ในต่างจังหวัดนั้น ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่ค่อยเร่งรีบ เพราะคิดว่าได้ใบจองรถยนต์มาแล้ว แต่ภายใต้เงื่อนไขกรมสรรพสามิตนั้นผู้จองซื้อจะต้องยื่นขอใช้สิทธิ์รับคืนเงินจากโครงการรถคันแรกภายในวันเดียวกัน โดยเฉพาะกรณีลูกค้าที่รอจองซื้อรถระหว่างวันที่ 29-31ธันวาคมนั้นอาจจะไม่ทันเวลาหรือจวนเจียนเวลาที่กรมสรรพสามิตกำหนด เนื่องจากช่วงนั้นเป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรกรณีถอนอายัดรถคันแรกในเวลากำหนด ถ้าลูกค้าผิดนัดชำระหรือผิดสัญญาโดยกรมสรรพสามิตจะถอนอายัดภายใน 7 วันหลังจากสถาบันการเงินแจ้งจากนั้นจะนำรถออกประมูลขายเพื่อไม่ให้ราคาตก

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า จากวันนี้เหลือเวลาอีก 150 วัน เห็นว่า เป็นความรับผิดชอบของผู้ซื้อรถคันแรก ที่จะต้องเร่งตัดสินใจและจองรถและมายืนขอใช้สิทธิ์ที่กรมให้ทันก่อน ไม่ควรมากระจุกตัวใกล้ปิดโครงการช่วงปลายปีนี้ เพราะหากไม่ได้สิทธิ์ จะอ้างว่า จองรถไม่ทันหรือยื่นขอไม่ทันไม่ได้แล้ว ล่าสุดมีปริมาณผู้ยื่นขอใช้สิทธิ์และส่งมอบรถแล้วจำนวน 1.2แสนคัน เป็นวงเงินคืนภาษีจำนวน 8 พันล้านบาท จากยอดใบจองรถยนต์ที่เข้าข่ายรถยนต์คันแรกทั้งสิ้น ประมาณ 4 แสนคัน

โรงเรียนกวดวิชาพรึ่บ 1.5 พันแห่ง (posted on 06/08/2012)

โรงเรียนกวดวิชาสะพรั่งทั่วไทย 1,524 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10% มูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่า 7 พันล้านบาท เหตุเพราะการสอนในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ผู้ปกครอง ขณะที่ สช. วางมาตรการส่งรายงานงบดุลประจำปี คุมค้ากำไรเกินควร

การแข่งขันทางการศึกษาของภาครัฐ รวมไปถึงปัญหาคุณภาพของโรงเรียน ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากต่างพึ่งพาโรงเรียนกวดวิชา เพื่อให้ลูกผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาขยายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กล่าวว่า จำนวนโรงเรียนกวดวิชาทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับสช. มีมากขึ้นทุกปี ซึ่งปีที่ผ่านๆ มาพบว่ายอดโรงเรียนกวดวิชามีเพียงกว่า 1 พันโรงเท่านั้น แต่ในปี 2554 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,600 โรงแล้ว และล่าสุดปี 2555 ทั่วประเทศมีโรงเรียนกวดวิชาที่จัดตั้งอย่างถูกกฎหมาย ทั้งหมด 1,964 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 440 แห่ง และเขตพื้นที่การศึกษาตามภูมิภาคต่างๆ 1,524 แห่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปี 2550 มีโรงเรียนกวดวิชาที่จัดตั้งอย่างถูกกฎหมายเพียง 1,078 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 334 แห่ง และเขตพื้นที่การศึกษาตามภูมิภาคต่างๆ 744 แห่ง

การเพิ่มขึ้นของโรงเรียนกวดวิชาจนทำให้ สช.ต้องเข้ามาควบคุมคุณภาพ รวมไปถึงตรวจสอบโรงเรียนกวดวิชาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ซึ่งคาดว่ามีมากกว่าหมื่นแห่งนั้น นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ได้ออกระเบียบให้โรงเรียนกวดวิชาส่งรายงานงบดุล ซึ่งปีการศึกษา 2555 จะถือเป็นปีแรกในการดำเนินการ ขณะนี้โรงเรียนกวดวิชาทั่วประเทศกว่า 300 แห่ง และในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 200 แห่ง ได้ทดลองส่งรายงานงบดุลเข้ามายัง สช. แล้ว

มาตรการจัดส่งรายงานงบดุลประจำปีของโรงเรียนนอกระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะโรงเรียนกวดวิชา ถือเป็นมาตรการที่ช่วยให้ตรวจสอบโรงเรียนกวดวิชาได้มากยิ่งขึ้น เพราะ สช. สามารถอ้างอิงจำนวนโรงเรียนกวดวิชาที่จัดตั้งอย่างถูกกฎหมายได้จากรายงานงบดุล อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบงบประมาณประจำปีของโรงเรียนกวดวิชาแต่ละแห่ง เพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควร

ดึงผู้ปกครองเข้าร่วมตรวจสอบ

นอกจากนี้ สช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบโรงเรียนกวดวิชา ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามความรับผิดชอบของ สช.ในพื้นที่เขตสาทร เขตทุ่งครุ และเขตบางนา ทั้งสิ้นประมาณ 128 แห่ง พบผู้ประกอบการโรงเรียนกวดวิชาที่ไม่ได้จัดตั้งตามกฎหมายประมาณ 2-3 แห่ง เนื่องจากผู้ประกอบการไม่เข้าใจว่าต้องดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อจากนี้มีแนวคิดที่จะจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโรงเรียนกวดวิชา โดยอาศัยภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงผู้ปกครอง

ธุรกิจกวดวิชาโต7พันล้านบาท

จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่ารายได้ของโรงเรียนกวดวิชาทั้งระบบในปัจจุบัน มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท จากจำนวนนักเรียนกว่า 400,000 คน และยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงในอนาคต เพราะแม้จำนวนผู้เรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันสัดส่วนต่อจำนวนนักเรียนในระบบยังไม่สูงมากนัก โดยหากเทียบกับจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด จะพบว่ามีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาเพียงประมาณ 11%

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชาทุกรายที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากธุรกิจใหม่จะเข้ามาแข่งขันได้ค่อนข้างยาก เพราะโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับจากนักเรียนจนกลายเป็นโรงเรียนชื่อดังมีไม่กี่ราย ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดถึง 70-80%

โต้โรงเรียนกวดวิชาขยายตัวน้อย

ขณะที่ นายอนุสรณ์ ศิวะกุล นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนกวดวิชา กล่าวว่า โรงเรียนกวดวิชาไม่ได้ขยายตัวมากอย่างที่นักวิชาการตั้งข้อสังเกต และอาจเป็นการวิเคราะห์เพียงด้านเดียว ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะว่าในความเป็นจริงจำนวนผู้เรียนกวดวิชาในแต่ละปีลดลงประมาณร้อยละ 10-20 ตามสัดส่วนจำนวนประชากรที่ลดลง โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา โรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบ เพราะแต่ละแห่งจำนวนนักเรียนลดลงร้อยละ 10-30

การเพิ่มขึ้นของโรงเรียนกวดวิชา ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะมีกำไรมากขึ้น แต่เป็นการแข่งขันด้านคุณภาพมากกว่า แต่ละปีจำนวนนักเรียนจะลดลงตามสัดส่วนของประชากร โรงเรียนกวดวิชาจึงต้องแข่งขันกันด้านคุณภาพมากขึ้น หากใครมีคุณภาพมากสอนเด็กดีนักเรียนก็เยอะ แต่ถ้าใครคุณภาพไม่ดีก็ต้องปิดตัวลงไปในที่สุด นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ส่วนรายได้ของโรงเรียนกวดวิชานั้นหากวิเคราะห์จากนักเรียนที่เข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยประมาณ 4 แสนคน ในจำนวนนั้นจะมีนักเรียนกวดวิชาประมาณ 1 แสนคน และเมื่อรวมกับนักเรียนที่เตรียมตัวก่อน จะมีนักเรียนที่เข้าสู่ระบบโรงเรียนกวดวิชาเพียง 2-3 แสนคนเท่านั้น ซึ่งค่าเรียนอยู่ระหว่าง 500-5,000 บาท หรืออัตราราคากลางประมาณ 2,500 บาท จึงคิดรวมมูลค่าการตลาดมีไม่มากนัก

ชี้สอบหลายมาตรฐานดันกวดวิชาโต

นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยนั้นซับซ้อนและมีอยู่หลายมาตรฐาน ทั้งการสอบวัดผลการศึกษาส่วนกลาง การสอบแอดมิชชั่น หรือการสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งข้อสอบรับตรงแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันออกไป ตามแต่คณะและมหาวิทยาลัยนั้นๆ ที่เป็นผู้ออกข้อสอบ ทำให้เด็กนักเรียนต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุด เด็กนักเรียนส่วนใหญ่จึงมุ่งสู่การเรียนกวดวิชา เพื่อให้มีความรู้และความพร้อมสำหรับการสอบแข่งขัน

ควรต้องปรับระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ ให้มีมาตรฐานเดียว เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ต้องเตรียมตัวสอบเยอะ และผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการส่งลูกหลานเรียนกวดวิชา นายอนุสรณ์ กล่าว

ผู้ปกครองยันจำเป็นแม้ค่าเรียนแพง

ขณะที่ นางอัจฉรพรรณ ณ ศรีโต ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนผาสุกมณีจักร กล่าวว่า ทุกวันนี้ส่งลูกเรียนโรงเรียนกวดวิชา 2 แห่ง คือ โรงเรียนกวดวิชาสัญญาเซ็นเตอร์ ค่าเรียนเทอมปกติคอร์สละ 4,500 บาท และโรงเรียนกวดวิชาครูลิลลี่ ค่าเรียนเทอมปกติคอร์สละ 2,500 บาท ถึงแม้ค่าเล่าเรียนในแต่ละเทอมสำหรับส่งลูกเรียนกวดวิชาจะค่อนข้างสูง แต่ก็คิดว่าการเรียนกวดวิชาช่วยให้ลูกของสามารถแข่งขันกับเด็กคนอื่นๆ ได้ เพราะการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนกวดวิชาจะเน้นให้เด็กทดลองทำข้อสอบที่หลากหลาย และสอนเทคนิคการคิด การแบ่งเวลาในการทำข้อสอบ ซึ่งต่างจากการเรียนการสอนในโรงเรียนปกติที่ครูจะสอนความรู้วิชาการกว้างๆ

ดิฉันมองว่าความไม่สอดคล้องต่อเนื่องของการเรียนการสอนกับการออกข้อสอบ ถือเป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย เพราะการเรียนการสอนในโรงเรียนไม่สามารถทำให้เด็กนักเรียนทำข้อสอบได้ด้วยตัวเอง นางอัจฉรพรรณ แสดงความเห็น

ส่วนผู้ปกครองนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวว่า การนำบุตรหลานมาเรียนกวดวิชานั้น ถือว่ามีความจำเป็นมาก เนื่องจากการเรียนการสอนในโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะว่าครูผู้สอนมีเวลาสอนน้อย ประกอบกับจำนวนนักเรียนต่อชั้นเรียนค่อนข้างมาก จึงทำให้ครูไม่สามารถถ่ายทอดความรู้อย่างละเอียดได้ในเวลาที่จำกัด

การเรียนกวดวิชาจะช่วยให้เด็กจำเนื้อหาวิชาเรียน และทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น เพราะติวเตอร์จะเน้นเทคนิคการจำและย่อยข้อมูลที่สำคัญๆ ให้แก่เด็กนักเรียน โดยในแต่ละปีการศึกษาจะเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียนกวดวิชาประมาณ 100,000 บาท ถือว่าแพงกว่าค่าธรรมเนียมการศึกษาของโรงเรียนในระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องตระเวนพาลูกไปเรียนตามโรงเรียนกวดวิชาแต่ละแห่งที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน จึงทำให้แต่ละปีการศึกษาต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก

แม้ว่าจะต้องแบกค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงแต่ก็ต้องยอมรับ เพราะการเรียนการสอนในโรงเรียนไม่สามารถให้ความรู้แก่เด็กได้เต็มที่ ส่วนตัวคิดว่าผู้ปกครองทุกคนต้องการให้ลูกมีคะแนนการเรียนที่ดี เพราะช่วยให้เข้ามหาวิทยาลัยระดับต้นๆ ของประเทศได้ในอนาคต ผู้ปกครองนักเรียน กล่าว

โฆษณานิวมีเดียแรง ครึ่งปีโตเท่าตัว (posted on 06/08/2012)

ภาพรวมการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ นีลเส็น รายงานว่ามีมูลค่า 56,465 ล้านบาท เติบโต 6.39% กลุ่มเทรดดิชันนอล มีเดีย มีอัตราการเติบโตไม่สูงนัก ตัวอย่างสื่อโทรทัศน์ เติบโต 1.5%, วิทยุ เติบโต 5.23%, หนังสือพิมพ์ เติบโต 4.38%

โดยพบว่ากลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวสูง อยู่ในกลุ่มสื่อ ทางเลือก และ สื่อใหม่

วรรณี รัตนพล ประธานกรรมการบริหาร ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกสื่อที่มีอัตราการเติบโตสูง คือสื่อในโรงภาพยนตร์อยู่ที่ 63.25% รวมทั้งกลุ่มสื่อนอกบ้าน ที่ประกอบไปด้วยสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ เติบโต 6.6% สื่อโฆษณาในร้านค้าอยู่ที่ 56.34%

ขณะที่กลุ่มนิวมีเดีย ประเภทอินเทอร์เน็ต เติบโตต่อเนื่องที่ 25.55% ในครึ่งปีแรก อีกกลุ่มสื่อที่มาแรงและมีอัตราการใช้งบโฆษณาเพิ่มขึ้น คือ เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม จากการรายงานตัวเลขของ intensive watch พบว่าช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโต 92% หรือเกือบ เท่าตัว จากปีก่อน

จากการประเมินและวิเคราะห์ของหน่วยงานต่างๆ ที่เก็บตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อเคเบิลและทีวีดาวเทียม รวมทั้งไอพีจีเอง พบว่าในปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินประมาณ 2,700 ล้านบาท ดังนั้นหากพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตในครึ่งปีแรก คาดว่าถึงสิ้นปีนี้งบโฆษณาเคเบิลและทีวีดาวเทียมจะอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท

การเติบโตของงบโฆษณาผ่านสื่อใหม่ ทั้งสื่อออนไลน์ เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม มาจากกลุ่มผู้บริโภคมีอัตราการเข้าถึงสื่อใหม่เพิ่มขึ้น เริ่มจากสื่อดิจิทัล ออนไลน์ และโซเชียล มีเดีย ที่ผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ใช้เวลาอยู่กับสื่อดังกล่าว เพิ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมามีการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อดังกล่าวราว 2,000 ล้านบาท และปีนี้ยังเติบโตได้ราว 20-30%

เช่นเดียวกับกลุ่มเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ที่ปัจจุบันสามารถเข้าถึงครัวเรือนไทยแล้วกว่า 50% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการและสมาคมต่างๆ ในกิจการเคเบิลและทีวีดาวเทียม คาดการณ์ว่าภายใน 2-3 ปีจากนี้ จะเข้าถึงครัวเรือนไทยในอัตรา 80-90% เช่นเดียวกับตลาดไต้หวัน เกาหลี และสหรัฐ

อินเตอร์แบรนด์ เทงบ

จากทิศทางการเติบโตของสื่อใหม่ดังกล่าว ทำให้สินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่มีบริษัทแม่ในต่างประเทศ ได้กำหนดเป็นนโยบายให้จัดสรรงบสื่อสารการตลาดผ่านสื่อใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิม 100% เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่ในสื่อดังกล่าวเพิ่มขึ้น วรรณี กล่าว

ด้วยพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่กับสื่อใหม่มากขึ้น ส่งผลให้ภูมิทัศน์สื่อไทยกำลังเปลี่ยนไป และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหลังการเปิดให้บริการ 3G เต็มรูปแบบ และการให้ใบอนุญาต ทีวีดิจิทัล ทำให้แบรนด์และสินค้าจะมีตัวเลือกในการใช้สื่อหลากหลายมากขึ้น ขณะที่เอเยนซีจะต้องพิจารณาตัวเลือกสื่อที่เหมาะสมกับการสื่อสารของแต่ละแบรนด์มากขึ้นเช่นกัน

เพราะหากพิจารณาเฉพาะเคเบิลและทีวีดาวเทียม เป็นกลุ่มสื่อที่มี ช่องรายการ จำนวนมาก ทำให้ฐานผู้ชมกระจายตัว ดังนั้นรูปแบบการซื้อโฆษณาจะพิจารณาจากฐานผู้ชมที่ดูช่องรายการนั้นๆ เช่น หากต้องการเข้าถึงกลุ่มเด็ก จะเลือกช่องการ์ตูน กลุ่มแม่บ้าน ช่องละคร ส่วนกลุ่มคนทำงาน ช่องข่าว เป็นต้น

สำหรับภาพรวมงบโฆษณาผ่านสื่อไตรมาสแรกเติบโต 3.59% เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมปลายปีก่อน โดยตัวเลขได้ขยับเพิ่มขึ้นในไตรมาสสอง เนื่องจากมีลูกค้าเร่งใช้งบในครึ่งปีแรก ผ่านแคมเปญใหม่ๆ รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมในช่วงฟุตบอลยูโร 2012

ขณะที่ทิศทางอุตสาหกรรมโฆษณาในช่วงครึ่งปีหลัง หากไม่มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงทั้งเหตุการณ์การเมืองและน้ำท่วม เชื่อว่าภาพรวมยังเติบโตไปเรื่อยๆ โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตประมาณ 7% จากมูลค่าอุตสาหกรรมโฆษณา 1 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา

ครัวเรือนไทยเข้าถึง สื่อใหม่

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นบีซี กล่าวว่าในยุค Digital Media Landscape 2012 ทุกสื่อกำลังจะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วง 1-2 ปีจากนี้ ทั้งจากการกำกับดูแลสื่อของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมทั้งพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากสื่อเดิมไปสู่สื่อใหม่ ทั้งสื่อดิจิทัล ออนไลน์ ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี เป็นต้น

ด้วยอัตราการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมและสมาชิกเคเบิลทีวีของครัวเรือนไทยในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 50% และปีนี้จะเพิ่มเป็น 62% คาดว่าภายในปี 2558 จะอยู่ที่ 90% ขณะที่โรดแมพ กสทช. ในการเปลี่ยนระบบการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ จากระบบอนาล็อก ภาคพื้นดิน ไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล ที่ กสทช.จะเริ่มให้ใบอนุญาตช่องรายการ ทีวีดิจิทัล ประเภทสาธารณะ ในปลายปีนี้ ประมาณ 15 ช่อง ,เดือน ส.ค.2556 เริ่มประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจ ราว 35 ช่อง และในปี 2557 อีกราว 35 ช่อง โดยคาดว่าการขยายตัวของครัวเรือนไทยในการรับชมทีวีดิจิทัล ในปี 2558 จะอยู่ที่ 80%

ปัจจุบันสัดส่วนเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเข้าถึงครัวเรือนไทยกว่า 50% แต่สัดส่วนเม็ดเงินโฆษณายังอยู่ที่ราว 10% คาดว่านับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปสัดส่วนงบโฆษณาในสื่อดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นปีละ 10% ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีจากนี้ซึ่งจะทำให้สัดส่วนงบโฆษณาจากฟรีทีวีรวมทั้งทีวีดิจิทัล และฝั่งเคเบิลทีวีรวมกับทีวีดาวเทียมจะมีสัดส่วนเท่ากันที่ 50:50 เปอร์เซ็นต์

เอ็มไทยเล็งสร้างทีวีออนไลน์ (posted on 06/08/2012)

ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์เอ็มไทย เตรียมเปิด พรีเมียมทีวีแชนแนล สิงหาคมนี้ หวังเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ผ่านสื่อออนไลน์รูปแบบใหม่ หลังทุ่มทุนซอฟต์แวร์ พัฒนาระบบแล้วกว่า 60 ล้าน พร้อมทำวิดีโอ ก่อนเข้าคลิปโฆษณา มั่นใจดันรายได้เติบโตอีก 55% จากปีที่แล้วเติบโต 45% ขณะที่ตลาดรวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้าน มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

นายปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ผู้อำนวยการเอ็มไทยดอทคอม ในเครือ "โมโน กรุ๊ป" เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โฆษณาออนไลน์มีแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากทั้งเอเยนซี เจ้าของสินค้า เริ่มให้ความสนใจสื่อออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับเครือข่ายของสื่อออนไลน์มีการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าสื่อโฆษณาออนไลน์ปัจจุบันกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนเอ็มไทยมีตัวเลขเติบโตจากส่วนของโฆษณาปีนี้ประมาณ 55% ขณะที่ปีก่อนเติบโตประมาณ 45%

จากปีที่แล้ว เอ็มไทยได้เปิดโฆษณาใหม่ เป็นโฆษณาบนวิดีโอคลิป ที่สามารถลงโฆษณาที่เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก และยังร่วมกับเอเยนซีทำเว็บไซต์แนะนำการทำตลาดออนไลน์ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำกับผู้สนใจต้องการทำตลาดออนไลน์

นอกจากนี้ ยังทำอี-คอมเมิร์ซ โดยการร่วมมือกับค่ายหนังและนิตยสารบันเทิง อาทิ การร่วมมือกับ สหมงคลฟิล์ม เอ็ม-39 การ์ตูนคลับ ซึ่งในกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซนี้ ถือว่ามีการเติบโตสูงมาก สำหรับเอ็มไทย ขยายตัวมากถึง 50-60% โดยจะเห็นการเติบโตมากในปีนี้ เนื่องจากคนเริ่มยอมรับและให้ความเชื่อถือในระบบการใช้จ่ายผ่านระบบบัตรเครดิต และออนไลน์แล้ว ซึ่งสามารถสังเกตได้จากผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ก่อนหน้านี้มีการใช้จ่ายผ่านเว็บประมาณ 28% ปัจจุบันขยับขึ้นมากกว่า 50% เอ็มไทยจึงเพิ่มช่องทางการชำระเงิน เพื่อให้ครอบคลุมและสนองความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

ขณะเดียวกันได้จับมือกับพาร์ตเนอร์ที่มีสื่ออยู่ในมือ เช่น การร่วมกับ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโรผ่านเว็บไซต์ ล่าสุด ยังร่วมกับ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำ Life's Good Channel เป็นช่องออนไลน์ทีวี ซึ่งแอลจีจัดทำคอนเทนต์รูปแบบใหม่ ที่เน้นแบรนด์มากกว่าขายของ ขณะที่กสิกรไทย ได้ร่วมกับเอ็มไทย จัดทำคอนเทนต์เอ็ดดูเคชัน ให้ข้อมูลกับลูกค้าและผู้สนใจธนาคารกสิกรไทย

สำหรับครึ่งปีหลัง เอ็มไทยยังเตรียมเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ ด้วยการจัดทำวิดีโอก่อนเข้าคลิปโฆษณา เพื่อเพิ่มช่องทางการทำโปรโมชันให้กับลูกค้า เช่น ก่อนการเข้าโฆษณาจะมีวิดีโอเล่นเกมชิงรางวัล เป็นต้น และภายในสิงหาคมนี้ จะจัดทำทีวีออนไลน์ของเอ็มไทยเอง เพื่อเพิ่มพื้นที่การขายโฆษณา

ส่วนเนื้อหาในเว็บเอ็มไทย ที่มีความโดดเด่นและการเติบโตของเนื้อหา ได้แก่ วิดีโอ หรือคลิปวิดีโอเติบโต 10% ข่าวเติบโต 8% ก๊อซซิป สตาร์ 15% ผู้หญิง 10% และผู้ชายเติบโต 10% ซึ่งล่าสุด เอ็มไทยได้ปรับปรุงเนื้อหาให้สนองตอบไลฟ์สไตล์ของคนอ่าน ซึ่งปัจจุบันมีผู้เข้าเว็บเอ็มไทยประมาณ 7 แสนคนต่อวัน จากปีที่แล้วมีประมาณ 6 แสนคนต่อวัน เติบโตขึ้นประมาณ 20-30% ขณะที่ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เอ็มไทยเติบโตต่อเนื่องปีละกว่า 30% จากปกติเติบโตปีละ 15% โดยวิดีโอ เป็นส่วนที่คนให้ความสนใจมากที่สุด รองลงมาคือ ข่าว ซึ่งปัจจุบัน ปรับให้เนื้อหาของข่าวมีความน่าสนใจมากขึ้น เป็นข่าวที่อยู่ในกระแส ข่าวเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่คนให้ความสนใจ โดยเนื้อหาข่าวจะไม่ยาวมาก พร้อมเติมสีสันด้วยคลิปข่าว

คลื่นสินค้าเกาหลีซัดญี่ปุ่นกระจุย (posted on 06/08/2012)

"โคเรียนเวฟ" พีกสุดขีด ฉุดแบรนด์สินค้าแดนกิมจิดาหน้าบุกตลาดไทย เผยคนไทยเสพติดวัฒนธรรมเกาหลี ดันธุรกิจเพลง คอนเสิร์ต หนัง เกม เมกอัพทะลักเบียดแชร์สินค้าไทย ญี่ปุ่นกระเจิง ชี้ 25 คอนเสิร์ตจ่อโชว์ตลอดปี ส่งผลเม็ดเงินสะพัดเฉียด 500 ล้าน ขณะที่ เดอะ เฟส ช็อป เล็งขยายสาขาเพิ่ม 8 แห่งรวด ด้านกรมศุลกากรระบุมูลค่าการค้าไทย-เกาหลี 5 เดือนแรกนำเข้าแล้วกว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.19%

นายอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้คร่ำหวอดในแวดวงสินค้าเกาหลี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กระแสสินค้าเกาหลีที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยในขณะนี้ถือว่าแรงมาก โดยเฉพาะสินค้าที่นำวัฒนธรรมของเกาหลีเข้ามาเป็นจุดขาย ทั้งกลุ่มสินค้าแฟชั่น เพลง ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดสินค้าเกาหลีเติบโตเพราะมีดีมานด์ที่คนไทยต้องการ สามารถตอบโจทย์ได้เข้าถึงคนไทย

อีกธุรกิจที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ รวมถึงเกม ออนไลน์ ที่ขณะนี้ได้รับความนิยมมาก จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้กว่า 60% สูงสุดในประเทศไทย แซงหน้าเกมออนไลน์จากญี่ปุ่น และจีน สาเหตุมาจากเกมออนไลน์เกาหลี มีราคาลิขสิทธิ์ไม่สูง เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ทำให้มีผู้ประกอบการนำเข้าเกมมาเปิดเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก

"คอนเสิร์ตเกาหลีในเมืองไทยปีนี้มี 25 คอนเสิร์ต ครึ่งปีแรกจัดไปแล้ว 16 คอนเสิร์ต เทียบกับปีก่อน ถือว่าแรงมาก และทุกคอนเสิร์ตได้รับกระแสตอบรับดีมาก ขณะที่กลุ่มอาหารเกาหลี จะแรงกว่ากลุ่มขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) เพราะคนไทยคุ้นเคยกับอาหารเกาหลี ผ่านทางซีรีส์ หรือการท่องเที่ยวมากกว่า ขณะที่สแน็กยังสื่อไม่ถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างแท้จริง ส่วนเกมออนไลน์ต้องยอมรับว่ามาแรงมาก จนปัจจุบันแซงหน้าขึ้นเป็นผู้นำตลาดไปแล้ว"

++คอนเสิร์ตเกาหลีล้นตลาด

นางสาวศศิธร กุลอุดมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลียังคงมาแรง กระแสยังไปได้ดี ตลาดยังเปิดรับ เห็นได้จากปริมาณคอนเสิร์ตครึ่งปีที่มีไปแล้ว 16 คอนเสิร์ต จากปีที่แล้วทั้งปีมี 18 คอนเสิร์ต มูลค่าตลาดกว่า 230 ล้านบาท ครึ่งปีหลังจะมีคอนเสิร์ตอีกประมาณ 7 คอนเสิร์ต รวมมูลค่าตลาด 23 คอนเสิร์ต ประมาณ 450-500 ล้านบาท ส่วนปี 2553 มีปริมาณคอนเสิร์ต 16 คอนเสิร์ต ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา สาเหตุที่ปริมาณคอนเสิร์ตปีนี้เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากจำนวนผู้จัดรายย่อยที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทมีเดีย บรอดแคสติ้งฯ ยังมีการนำเข้าศิลปินมาเปิดการแสดงในเมืองไทย รวมทั้งการจัดแฟน มิตติ้ง ทำให้ปริมาณคอนเสิร์ตเพิ่มขึ้น

สำหรับเอสเอ็ม ทรู จากต้นปีที่มีคอนเสิร์ตใหญ่มาแล้ว 2 คอนเสิร์ต ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ทำรายได้ประมาณ 55% ของเป้าหมายรายได้สิ้นปี 200-230 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลัง จะมีคอนเสิร์ตใหญ่เอสเอ็ม ทาวน์ อีก 1 คอนเสิร์ต และล่าสุด ยังจัดมีเดียโปรโมต นำศิลปินบอยแบนด์ที่กำลังมาแรงมากๆ ทั้งในเกาหลี และไทย คือ วง EXO ที่ออกอัลบั้มใหม่ MAMA มาโชว์ตัว

ไตรมาส 4 เอสเอ็มทรู ยังเตรียมเปิดช็อปขายสินค้าเมอร์ชันไดส์ของศิลปินดังเกาหลี ด้วยงบลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท ที่ทรู คาเฟ่ สยามสแควร์ ซึ่งจะวางจำหน่ายเมอร์ชันไดส์ที่นำเข้าจากเกาหลี และผลิตเองในประเทศไทย พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมของบริษัทปีนี้อยู่ที่ 200-230 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็นรายได้จากคอนเสิร์ตประมาณ 85% และอีก 15% เป็นรายได้จาก Physical หรือการขายซีดีงานเพลงศิลปิน ส่วนคอนเสิร์ตปีหน้ามีแผนจัดอีก 5 คอนเสิร์ต แบ่งเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ 3 คอนเสิร์ต และคอนเสิร์ตเล็กอีก 2 คอนเสิร์ต

++ เมกอัพใหม่จ่อเข้าไทย

นายณัฐยุทธิ์ อภิรติเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอฟเอส (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเครื่องสำอาง "เดอะ เฟส ช็อป" ประเทศเกาหลี กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจเครื่องสำอาง โดยเฉพาะแบรนด์จากเกาหลียังคงมาแรงและมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากเกาหลี ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีมีแบรนด์เครื่องสำอางจากเกาหลีเข้ามาบุกตลาดประเทศไทยเพิ่ม ล่าสุดได้แก่ แบรนด์ The same เป็นต้น ทำให้ขณะนี้แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของเกาหลีเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเกือบครบแล้วและมีจำนวนหลายสิบแบรนด์ และครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภคตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่

เดอะ เฟส ช็อป ถือเป็นแบรนด์อันดับต้นๆของเกาหลี และได้รับความนิยมในตลาดเมืองไทย เพราะสินค้ามีคุณภาพ มีความหลากหลายให้เลือกเกือบ 1 พันรายการ จากที่เกาหลีมีราว 1.3 พันรายการ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ(สกินแคร์) 50% และกลุ่มสีสัน(เมกอัพ) 50% อีกทั้งบริษัทยังขยายสาขาไปยังพื้นที่ต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

"เครื่องสำอางจากเกาหลียังคงมาแรงมากในตลาดประเทศไทย สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง จากอดีตเมื่อเวลาจะไปช็อปปิ้งซื้อสินค้าก็จะบินตรงไปต่างประเทศอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคยอมใช้จ่ายเงินเพื่อเดินทางไปไกลขึ้นถึงประเทศเกาหลี ทั้งท่องเที่ยวและช็อปปิ้ง ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อกลับมาก็จะเป็นเครื่องสำอาง เพราะราคาไม่แพง และได้สินค้าคุณภาพ ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโคเรียนเวฟ นอกเหนือจากเรื่องศิลปิน ซีรีส์ เทคโนโลยีและสินค้าเกาหลีหลายรายการที่ได้รับการยอมรับอันดับต้นๆของโลก" นายณัฐยุทธิ์ กล่าว

ปัจจุบันมีแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีที่วางจำหน่ายในเมืองไทยมากมาย อาทิ อีทูดี้ , สกินฟู้ด , Rojukiss ฯลฯ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีเครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์ใหม่เข้ามาเปิด อาทิ คาร์มาท (KARMARTS) , โทนี่โมลี่ (TONYMOLY), บีซู บีซู (BISOUS BISOUS) เป็นต้น

++ เร่งขยายสาขารับดีมานด์

ทำให้ในปีนี้ บริษัทวางแผนขยายสาขาเดอะเฟสช็อปเพิ่มเติม 7-8 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาให้บริการอยู่ทั้งสิ้น 33 สาขา สิ้นปีคาดว่ามีสาขา 40-41 สาขา โดยรูปแบบสาขาส่วนใหญ่จะช็อป ในช็อปปิ้งมอลล์ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านบาท โดยภาพรวมยอดขายครึ่งปีแรกของบริษัทเติบโตเท่าตัวหรือราว 200% เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีมีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มประมาณ 2-3 สาขา ประกอบกับการทุ่มงบประมาณเพื่อทำตลาดอย่างหนักต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการลงทุนเพิ่มสต๊อกสินค้าอีก 1 เท่าตัว รองรับความต้องการสินค้าและการเติบโตของธุรกิจเครื่องสำอางเกาหลี

"บริษัททุ่มงบหลักสิบล้านในการทำตลาดและจัดกิจกรรมต่างๆกระตุ้นยอดขายเดอะเฟสช็อป รองรับการแข่งขันของเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีที่เข้ามาทำตลาดเพิ่มด้วย เพราะขณะนี้ทุกแบรนด์เห็นว่าตลาดในประเทศไทยมีโอกาสในการเติบโตอย่างมาก และมีการนำเข้าเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดมากขึ้น ประกอบกับที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจจะซบเซา แต่เมื่อดูยอดขายสินค้าเกาหลีในห้างจะพบว่าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวที่ยอดขายไม่เคยลดลง" นายณัฐยุทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องสำอางจากเกาหลีจะยกทัพเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยจำนวนมาก แต่เชื่อว่าจะไม่แย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของเดอะ เฟสช็อปได้มากนัก เพราะตลาดเครื่องสำอางในไทยมีขนาดใหญ่มาก และเดอะ เฟสช็อปถือเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีที่แข็งแกร่งมาก

นอกจากนี้บริษัทมีแผนรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ด้วยการมุ่งขยายสาขาเดอะ เฟสช็อปให้ได้มากกว่า 100 สาขา ภายใน 3 ปีข้างหน้า ภายใต้งบลงทุนเฉลี่ย 2-3 ล้านบาทต่อสาขา และผลักดันยอดขายให้เติบโตมากขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะปิดยอดขายประมาณ 150 ล้านบาท เติบโต 100% จากปีก่อน

++ อิงศิลปินเกาหลีปั๊มยอด

นอกจากแบรนด์สินค้าเกาหลีที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย กระแสนิยมต่อศิลปินเกาหลี ทำให้ผู้ประกอบการไทยหลายแบรนด์ปรับคาแรกเตอร์แบรนด์ให้มีความเป็นเกาหลี พร้อมใช้ศิลปินเกาหลีเป็นจุดขาย และทำกิจกรรมการตลาด โดย นางสาววายามา ประเสริฐสกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าทเวลฟ์ พลัส กลุ่มธุรกิจคอสเมติก บริษัท โอสถสภา จำกัด กล่าวว่า ทเวลฟ์ พลัส ดึงชอน ชีวอนและทิฟฟานี่ 2 ศิลปินซูเปอร์สตาร์จากเกาหลี มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อช่วยเสริมภาพลักษณ์ของทเวลฟ์ พลัส ให้เป็นอินเตอร์มากขึ้น รวมทั้งยังมีกิจกรรมการตลาดแบบ 360 องศา ผ่านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ เคเบิลทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ การโรดโชว์ในร้านค้า มหาวิทยาลัย และงาน Meet & Greet ศิลปินด้วย

ขณะที่วุฒิ-ศักดิ์ คลินิกความงามและผิวพรรณ ล่าสุดเปิดตัวพรีเซนเตอร์ 5 หนุ่มบอยแบนด์จากแดนกิมจิ "B1A4" พร้อมหนังโฆษณาชุดใหม่ 2 เวอร์ชันรวด ย้ำคอนเซ็ปต์ ''หน้าไหนก็ใส เป๊ะ'' ส่วนเถ้าแก่น้อย นอกจากจะย้ำถึงคุณภาพของสินค้าด้วยกลิ่นอายโคเรียนแล้ว กลยุทธ์หลักที่เถ้าแก่น้อยใช้คือ การเป็นผู้สนับสนุนคอนเสิร์ตในเมืองไทย โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาร่วมกับแฟนต้า จัดคอนเสิร์ตKorean Music Wave in Bangkok 2012 ที่รวมศิลปินจากเกาหลีกว่า 20 วง เป็นบิ๊กคอนเสิร์ตในเมืองไทยเพื่อเอาใจสาวกเถ้าแก่น้อยโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ที่นอกจากคว้าวง BIGBANG มาเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว ยังจัดกิจกรรม คัฟเวอร์แดนซ์ ชวนแฟนคลับศิลปินแดนกิมจิร่วมลุ้นมันติดขอบเวทีกับโชว์ของ BIGBANG ในการเปิดตัวอัลบั้มใหม่ "ALIVE" ด้วย

++ 5 เดือนโต 5%

จากข้อมูลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมศุลกากร ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าระหว่างไทย - เกาหลีใต้ ตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤกษภาคม 2555 มีมูลค่า 3.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.119 แสนล้านบาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีมูลค่า 3.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.063 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.19% โดยสินค้าที่มีการนำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 683 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , เคมีภัณฑ์ 404 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 367 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และแผงวงจรไฟฟ้า 211 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าระหว่างไทย-เกาหลีใต้ ในปี 2554 (เดือนมกราคม - ธันวาคม) มีมูลค่ารวม 9.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3.072 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีมูลค่า 8.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 2.498 แสนล้านบาท

Powered by Information System Department, Dentsu (Thailand) Ltd. 2006