dNews - 16/07/2007
อานิสงส์บาทแข็งค่า นาฬิกาหรู-เหล้านอก นำเข้าพุ่งกระฉูด58% (posted on 16/07/2007)

นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยกระฉูด 5 เดือน ขยายตัวพรวด 20.28% ชี้แหล่งนำเข้าใหญ่จีน เผยคนไทยซดเหล้านอกจากอังกฤษ 50% ของมูลค่านำเข้าเหล้านอกทั้งหมด นาฬิกาหรูจากสวิส 58% พาณิชย์ผวาค่าบาทแข็งแนวโน้มนำเข้าเพิ่ม จัดโครงการรณรงค์คนไทยใช้สินค้าไทย ขณะที่นำเข้าสินค้าทุนลดลง4.1%

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่กรมฯได้ติดตามการนำเข้าพบว่ากลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย 17 กลุ่มได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผักผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ นาฬิกาและส่วนประกอบ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องประดับอัญมณี เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ รองเท้า กระเป๋า กาแฟ ชา เครื่องเทศ เลนซ์แว่นตาและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ขนมหวานและช็อกโกแลต กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์และส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ใช้ในสำนักงาน มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-พฤษภาคม) การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยหมวดต่างๆ ดังกล่าว มียอดนำเข้าคิดเป็นมูลค่า2,320.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 77,250 ล้านบาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม)หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่านำเข้า 1,929.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(64,247.68 ล้านบาท)ขยายตัวเพิ่มขึ้น 20.28%

"ฐานเศรษฐกิจ"ตรวจสอบข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ เกี่ยวกับประเภทสินค้าที่มีอัตราการนำเข้าขยายตัวมากที่สุดและแหล่งนำเข้าสำคัญ พบว่า 5 อันดับแรกได้แก่ผลไม้จำพวกส้ม สดและแห้ง การนำเข้าช่วง 5 เดือนปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาถึง 172.52% มูลค่านำเข้า 183.15 ล้านบาท อุปกรณ์และส่วนประกอบกล้องถ่ายรูป อัตราขยายตัว 101.09% มูลค่านำเข้า 127.87 ล้านบาท เครื่องซักผ้า อัตรานำเข้าขยายตัว 70.72% มูลค่านำเข้า 1,606.72 ล้านบาท กาแฟ ชา และเครื่องเทศ ขยายตัว59.94% มูลค่านำเข้า 1,282 ล้านบาท รองเท้า นำเข้าขยายตัว 38.18% มูลค่านำเข้า 1,909 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบอีกว่าแหล่งนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยทุกประเภท 5 ประเทศแรกที่เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าจะต้องมีจีนเป็น 1 ใน5 ประเทศ เช่น สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า แหล่งนำเข้าสำคัญ 5 ประเทศแรกได้แก่จีนมีสัดส่วนนำเข้าสูงถึง 45% รองลงมาไต้หวัน 11% มาเลเซีย 10% เกาหลีใต้ 8% ญี่ปุ่น 7% เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือนนำเข้าจากจีน 39% ญี่ปุ่น 24% เยอรมนี 16% สหรัฐ 4% มาเลเซีย 3% ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ นำเข้าจากจีน 53% สหรัฐ 11% กรีซ 6% เวียดนามและออสเตรเลีย 4%

สำหรับการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ พบว่าคนไทยนิยมดื่มเหล้านอกจากประเทศอังกฤษ ดังจะเห็นได้จากการนำเข้าสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ช่วง 5 เดือนของปีนี้มีการนำเข้ามูลค่า 2,455 ล้านบาท 50% เป็นการนำเข้าจากสหราชอาณาจักร ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้าจากฟิลิปปินส์ จีน เป็นต้น และสินค้านาฬิกา ยังนิยมนำเข้าจากสวิสเซอร์แลนด์ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ ส่วนอาหาร แหล่งนำเข้าสำคัญคือสหรัฐ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ รองเท้า กระเป๋า แหล่งนำเข้าสำคัญคือจีน และอิตาลี

นางอภิรดี กล่าวอีกว่า เนื่องจากการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยดังกล่าว เป็นการนำเข้าเพื่ออุปโภคบริโภคไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตัวทางการค้าและเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับสินค้าหลายชนิดไทยผลิตได้เอง ขณะเดียวกันแนวโน้มการนำเข้ากลับเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสินค้านำเข้าราคาถูกและคนไทยยึดติดกับแบรนด์เนม กรมฯจึงได้มีโครงการรณรงค์ให้คนไทยใช้สินค้าไทยเพื่อลดการนำเข้า ภายใต้ "โครงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้คนไทยใช้สินค้าที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตหรือที่ผลิตได้ในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า" โดยจะมีการยิงสปอร์ตทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุเพื่อโน้มน้าวคนไทยใช้สินค้าไทย เริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป

สำหรับการนำเข้าสินค้าหมวดอื่นๆ พบว่าการนำเข้ารวมช่วง 5 เดือนขยายตัวเพียง 4.4% โดยเฉพาะสินค้าทุน การนำเข้าลดลง 4.1% ซึ่งสะท้อนถึงภาคการผลิตที่ไม่ได้นำเข้าสินค้าทุนเพื่อมาผลิต สินค้าเชื้อเพลิงลดลง 11.4% สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 15% สินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 18.6% สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่มขึ้น 6.6% อาวุธ ยุทธปัจจัยและสินค้าอื่นๆ ลดลง 6.4%

แหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมทั้งสองประเภท กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาจากเงินบาทแข็งค่า โดยมีสินค้าจากต่างประเทศทะลักเข้ามา ซึ่งก่อนหน้านี้สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในประเทศอยู่แล้ว แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น สินค้าจีนยิ่งมีราคาถูกและทะลักเข้ามามาก กลุ่มผู้ประกอบการคนไทยที่ทำตลาดในประเทศจึงได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

นอกจากนี้การทำตลาดต่างประเทศยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องอีก เพราะสินค้าขายกันล่วงหน้าเป็นครึ่งปี โดยต้องส่งตัวอย่างให้ลูกค้าดูก่อน กว่าจะเริ่มผลิตและส่งมอบสินค้า เมื่อมีการโค้ดราคาล่วงหน้านาน ยิ่งมีความเสี่ยงกับค่าเงินบาทสูง เท่ากับว่าเวลานี้รองเท้าและเครื่องหนังได้รับผลกระทบทั้งตลาดในประเทศและส่งออก

"น้ำแร่เอเวียง"เพิ่มฐานลูกค้าคนไทย ย้ำ"แหล่งกำเนิด"สร้างความแตกต่าง (posted on 16/07/2007)

"น้ำแร่เอเวียง" ปรับโฟกัสเดินหมากเจาะฐานลูกค้าคนไทย จากเดิมเน้นลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก มุ่งจัดอีเวนต์โปรโมชั่นเจาะโมเดิร์นเทรด สปา ฟิตเนส ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้าไทยเป็น 50% ใน 3-5 ปี พร้อมเพิ่มงบฯการตลาดอีก 15% ชูจุดขาย "แหล่งกำเนิด" สินค้าสร้างจุดต่างคู่แข่ง เผยภายในปีนี้เตรียมส่งโยเกิร์ตดาน่อนกลับลงสู่ตลาดอีก

นายมรุต ชมภูทีป กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาน่อน อิมปอร์ต วอเตอร์ (เอเชีย) พีทีอี จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำแร่ธรรมชาติเอเวียง เปิดเผยว่า กลยุทธ์ของเอเวียงในช่วงจากนี้จะเน้นการขยายฐานลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนไทยที่ปัจจุบันยังมีน้อยอยู่ เนื่องจากการทำตลาดของเอเวียงที่ผ่านมาจะเน้นไปที่ลูกค้าชาวต่างชาติและนักธุรกิจ โดยตั้งเป้าว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้าสัดส่วนยอดขายระหว่างลูกค้าคนไทยและต่างชาติอยู่ที่ 50 : 50 ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติยังสูงถึง 65-70%

โดยแนวทางในการทำตลาดหลักๆ จะเน้นสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยเพิ่มงบฯการตลาด 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนโดยจะมีการปรับโฟกัสและช่องทางจำหน่าย จากเดิมจะจัดกิจกรรมโปรโมชั่นร่วมกับโรงแรม ร้านอาหาร เจาะนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ รวมทั้งการจัดกิจกรรมร่วมกับช่องทางโมเดิร์นเทรด สปา ฟิตเนส ฯลฯ เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคคนไทยที่ใส่ใจในสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ฐานลูกค้าของเอเวียงกว้างขึ้น อาทิ ล่าสุดบริษัทได้จัดงาน Evian your natural detox เพื่อตอกย้ำคุณสมบัติของน้ำแร่ธรรมชาติที่ช่วยดีท็อกซ์จากภายใน

นายมรุตกล่าวด้วยว่า จากการปรับโฟกัสดังกล่าวที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มเน้นการทำตลาดไซซ์ 1.5 ลิตรมากขึ้น โดยมุ่งไปที่กลุ่มครอบครัวคนไทยที่จะซื้อน้ำดื่มไปบริโภคที่บ้าน จากเดิมจะเน้นที่ไซซ์ 500 มิลลิลิตรมากกว่า เนื่องจากเหมาะกับช่องทางขายตามคอฟฟี่บาร์ โรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งเป็นจุดที่เอเวียงเน้นมาก่อนหน้านี้

นายมรุตกล่าวอีกว่า กลยุทธ์หลักอีกอย่างของเอเวียงก็คือ การชูจุดขายในเรื่องแหล่งการผลิตสินค้า (source of origin) เนื่องจากเอเวียงเป็นสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากแหล่งน้ำแร่ที่ขึ้นชื่อ เทือกเขาแอลป์ ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นจุดขายสำคัญและแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ บริษัทจะเดินหน้าตอกย้ำผู้บริโภคในจุดนี้มากขึ้น

สำหรับกลุ่มดาน่อนมีบริษัทแม่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยมีสินค้าใน 2 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม (dairy product) ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลก สำหรับตลาดไทยก็มีการร่วมทุนกับกลุ่มดัชมิลล์ตั้งแต่ต้นปีเพื่อรุกตลาดผลิตภัณฑ์นมที่มีการเติบโตต่อเนื่องจากกระแสรักสุขภาพในปัจจุบัน และอีกกลุ่มคือตลาดน้ำดื่ม ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีเอเวียงเป็นแบรนด์หลัก

นายมรุตกล่าวว่า ช่วงปลายปีนี้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมของบริษัท จะมีโยเกิร์ตออกสู่ตลาดซึ่งดาน่อนเคยเข้าสู่ตลาดนี้มาแล้วเมื่อ 5-6 ปีก่อน

ปัจจุบันตลาดน้ำดื่มมีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนตลาดน้ำแร่ในประเทศอยู่ที่ 10% ขณะที่น้ำแร่นำเข้าอยู่ที่ 1% ซึ่งเอเวียงเป็นผู้นำตลาดอยู่ด้วยส่วนแบ่ง 70-80% และคาดว่าปีนี้ตลาดน้ำแร่จะเติบโตอีก 10%

แอลจีเตรียมชะลอแผนลงทุนในไทย (posted on 16/07/2007)

บริษัทแม่แอลจีสั่งชะลอแผนการลงทุนใหม่ในไทย รอดูสถานการณ์ครึ่งปีหลังค่าเงินบาทแข็งต่อเนื่อง เล็งย้ายฐานผลิตไมโครเวฟไปเวียดนามต้นปีหน้า ขณะเดียวกัน ชะลอแผนเพิ่มกำลังผลิตคอมเพรสเซอร์ คาดอาจย้ายไปอินเดีย ขณะที่เครื่องปรับอากาศลดกำลังผลิต 50%

นายซอง นัก กิล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทจำเป็นต้องปรับแผนด้านการส่งออก รวมทั้งการทำตลาดในประเทศ โดยขณะนี้กำลังทบทวนแผนการลงทุนใหม่ๆ ในสินค้าบางกลุ่ม รวมถึงลดกำลังการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าบางตัว ซึ่งสินค้าตัวแรกคือ คอมเพรสเซอร์ ที่แอลจีได้ใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มกำลังผลิตให้ได้ถึง 2.5 ล้านยูนิตภายในปีนี้ แต่ล่าสุดได้ชะลอแผนการดังกล่าวแล้ว โดยยังคงกำลังผลิตไว้ที่ 1.6 ล้านยูนิต

ทั้งนี้ เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว ในฐานะนักธุรกิจก็มีความกังวลกับเรื่องค่าเงินบาทเป็นอย่างมาก เพราะแข็งค่าต่อเนื่องจนส่งผลกระทบกับการส่งออก ซึ่งแอลจีเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกสินค้าหลายตัว คิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ส่วนอีก 35% เป็นการทำตลาดในประเทศ

“ขณะนี้บริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลีอยู่ระหว่างการทบทวนการผลิตสินค้ากลุ่มใหม่ๆ ในประเทศไทย เพราะค่าเงินบาทที่คาดการณ์ว่าอาจจะไปอยู่ที่ 30 บาท ต่อดอลลาร์ ทำให้บริษัทแม่ต้องมองหาฐานการผลิตในประเทศอื่น โดยรอดูสถานการณ์ครึ่งปีหลังด้วยว่าเป็นอย่างไร ถ้าดีขึ้นก็อาจจะมีการทบทวนแผน"

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแอลจีได้มีการปรับโครงสร้างไปหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบ การบริหารจัดการ รวมทั้งการดันให้ผู้บริหารคนไทยก้าวขึ้นมาบริหารงานในระดับสูง ซึ่งการปรับโครงสร้างในส่วนต่างๆ ครั้งนี้ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทยังมีการเติบโต 29% แต่หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ก็จำเป็นต้องปรับแผนอีกครั้งในครึ่งปีหลัง ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว

ย้ายไมโครเวฟไปเวียดนาม โยกแอร์ไปอินเดีย

นายซอง นัก กิล กล่าวต่อว่า นอกจากการไม่เพิ่มกำลังผลิตคอมเพรสเซอร์แล้ว ขณะนี้บริษัทมีโครงการที่จะย้ายฐานผลิตไมโครเวฟไปเวียดนามในต้นปี 2551 ซึ่งแต่เดิมแอลจีมีเป้าหมายที่จะให้ไทยเป็นฐานผลิตสินค้าประเภทนี้ และต้องการก้าวเป็นผู้นำในตลาดเมืองไทย แต่เมื่อสถานการณ์ค่าเงินบาทเป็นเช่นนี้อาจต้องย้ายฐานผลิต สำหรับกำลังผลิตไมโครเวฟปัจจุบันอยู่ที่ 5 แสนยูนิต และตามแผนเดิมคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านยูนิต ขณะที่เครื่องปรับอากาศก็เช่นกันปัจจุบันกำลังผลิตอยู่ที่ 2.5 แสนยูนิตต่อปี คาดว่าจะลดกำลังผลิตลง 50% และท้ายที่สุดอาจต้องโยกการผลิตไปที่ประเทศอินเดีย

อย่างไรก็ตาม แอลจีจะรอดูสถานการณ์ในครึ่งปีหลังว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรและค่าเงินบาทมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน แต่หากสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ แอลจีก็อาจจะมีการทบทวนแผนหันมาใช้ฐานการผลิตในไทยเหมือนเดิม

ปรับแผนครึ่งปีหลัง-ลดการดั๊มพ์ราคา

แอลจี หนึ่งในผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้า สัญชาติ เกาหลี ได้มีการปรับโครงสร้างไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยดันให้ผู้บริหารคนไทยขึ้นมาบริหารในระดับสูง แต่อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง ทั้งการดั๊มพ์ราคาสินค้าจากแบรนด์เกาหลีด้วยกัน หรือทั้งจาก

แบรนด์ญี่ปุ่น ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้แอลจีต้องทบทวนบทบาทการลงทุนในไทย รวมทั้งการปรับแผนการทำตลาดใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง

ซอง นัก กิล บอกว่า นับจากนี้เป็นต้นไปตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเป็นอีกตลาดหนึ่งที่หินสุดๆ ผู้บริโภคชะลอการซื้อ ผู้ประกอบการจำต้องปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด สำหรับแอลจีจะหันมาเปิดตลาดสินค้าที่เป็นพรีเมียมมากขึ้น เนื่องจากพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง และพร้อมที่จะจ่ายหากสินค้าโดนใจ พร้อมกันนี้แอลจีจะบุกตลาดที่เป็นองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของภาคเอกชน เช่น คอนโดมิเนียม

ล่าสุดแอลจีได้เป็นผู้วางระบบเครื่องปรับอากาศในโครงการ เลอ รัฟฟิเน่ สุขุมวิท 31 คอนโดหรูระดับ 5 ดาว ราคายูนิตละ 40 ล้านบาท พร้อมกับเปิดตัวสินค้าใหม่ที่เป็นคอลเลคชั่นแบบครบเซต ภายใต้ชื่อ โมเดิร์น ฟลาวเวอร์ สำหรับลูกค้าที่อยู่ในคอนโดแห่งนี้ ประกอบด้วย เครื่องซักผ้า เครื่องฟอกอากาศ และ ตู้เย็น สวารอฟสกี้

“นอกจากการเจาะตลาดพรีเมียมแล้ว จะหันมาทำตลาดสินค้าที่ทำกำไรดี และยังจะลดการทำตลาดด้วยสงครามราคาลงด้วย โดยหันมาเน้นออกแคมเปญร่วมกับดีลเลอร์ รวมถึงการเจาะตลาดที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ อย่างเลอ รัฟฟิเน่ ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มคอนโดมิเนียมของแอลจี และที่สำคัญเรื่องการบริการขณะนี้เราได้เปิดศูนย์บริการ หรือศูนย์ซ่อมแล้ว 14 แห่งทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้เพื่อดันรายได้ไปสู่เป้าหมาย 2.8 หมื่นล้านบาท หรือ 850 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้”

ทิศทาง ‘ชาร์ปไทย’ ภายใต้บังเหียน‘คาซูโอะ ซาซากิ’ (posted on 16/07/2007)

หลังการประกาศร่วมทุนระหว่าง ชาร์ป คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กับ ชาร์ป เทพนคร และ กรุงไทยการไฟฟ้า ภายใต้ชื่อใหม่ "บริษัท ชาร์ป ไทย จำกัด" ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีหัวเรือใหญ่ "คาซูโอะ ซาซากิ" ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และวันนี้ มร. ซาซากิ ได้ถือโอกาสให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนถึงทรรศนะ และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อจากนี้


+ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2550

ปีนี้บริษัทจะโฟกัสไปที่ 4 ผลิตภัณฑ์หลัก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนยอดการขาย ได้แก่ แอลซีดี ทีวี ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขายปีนี้ โดยบริษัท ชาร์ป คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการลงทุนอย่างมหาศาลในการสร้างโรงงาน แห่งที่ 2 ที่เมืองคาเมะยามา (Kameyama) ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้มาถึง 3-5% ต่อปี โดยโรงงานแห่งแรกมีกำลังการผลิต เฉลี่ยที่ 6,000 เครื่องต่อเดือน และโรงงานแห่งที่ 2 มีกำลังการผลิต เฉลี่ยที่ 3,000 เครื่องต่อเดือน สำหรับโรงงานประกอบแอลซีดี ทีวีในประเทศไทย ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของการช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านการขนส่ง และภาษี

บริษัทตั้งเป้ายอดการจำหน่ายแอลซีดี ทีวี ของปี 2550 ไว้ที่ 18,000 เครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 20% และจะเพิ่มเป็น 36,000 เครื่องในปี 2551 ซึ่งขณะนี้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 4 อย่างไรก็ตามบริษัทมีความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 4-5 เท่าตัวจากโรงงานแห่งที่ 2 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทสามารถขยับส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 3 และสูงขึ้นในเวลาอันใกล้

นอกจากนี้บริษัทจะมีการนำเข้าแอลซีดี ทีวี "AQUOS" กว่า 10 รุ่นในปีนี้ จากเดิมที่มีอยู่ 19 รุ่น แต่อย่างไรก็ตามบริษัทจะไม่ยกเลิกการขายซีอาร์ที ทีวี ถึงแม้ว่าตลาดของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีการหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 5% แต่บริษัทจะพยายามที่จะรักษายอดการจำหน่ายไว้ แม้จะไม่เห็นวี่แววการเติบโตต่อไป

"บริษัทมองว่าสาเหตุที่ทำให้ราคาของแอลซีดีทีวีปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง มาจากการที่ปริมาณความต้องการของผู้บริโภคมีน้อยกว่าจำนวนสินค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาแข่งขันกันในเรื่องราคา ดังนั้นบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าราคาของแอลซีดี ทีวีจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับนี้ และไม่มีการปรับลดลงอีก ซึ่งบริษัทจะใช้กลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งรูปลักษณ์ที่สวยงาม เพื่อเป็นการทำตลาดต่อไป"

ผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อมาที่บริษัทจะโฟกัสมากในปีนี้คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น ฯลฯ โดยบริษัทมีฐานการผลิตอยู่ที่กม. 40 บางนาตราด ต่อมาคือผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมเช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ซึ่งบริษัทจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องมาจากปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

มองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากที่สุดในภูมิภาค โดยมีฐานการผลิตในไทย และมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 6,000 แผงต่อปี ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก โดยลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มโครงการจากทางภาครัฐ อาทิ โครงการบ้านเอื้ออาทร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต 50% และเอกชน อาทิ โรงแรม และปตท. 50%

ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาของแผงพลังงานแสงอาทิตย์จะสูงกว่าอุปกรณ์ให้พลังงานประเภทอื่นๆ แต่เชื่อว่าการตื่นตัวต่อสภาวะโลกร้อน และกระแสการดูแลรักษาธรรมชาติ จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการในผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาจะต้องปรับลดลงอย่างแน่นอน


+ เป้ารายได้ปี 2550

บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2550 (รอบบัญชีเดือนเมษายน 2550-เดือนมีนาคม 2551) ไว้ที่ 4,000 ล้านบาท ซึ่งงบการตลาดของผลิตภัณฑ์หลักทั้ง 4 กลุ่มอยู่ที่ 5% ของยอดขายรวม โดยสัดส่วนรายได้กว่า 20% จะมาจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของแอลซีดี ทีวี ซึ่งคาดว่าปีต่อๆไปสัดส่วนรายได้จะเพิ่มขึ้นในลักษณะก้าวกระโดดอย่างแน่นอน

"ไม่ว่าปีนี้ หรือปีต่อๆไป บริษัทจะโฟกัสไปที่เรื่องของการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ที่สวยงาม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งการให้บริการที่ครบวงจร เพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า" มร.ซาซากิ กล่าว


+ ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานการณ์การเมือง สภาวะเศรษฐกิจ และปัญหาค่าเงินบาท ส่งผลกระทบต่อตลาดรวมและการทำตลาดของบริษัทบ้างซึ่งคาดการณ์ว่า ภาพรวมของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภทภาพ และเสียง (AV) ปีนี้ จะมีผลิตภัณฑ์บางประเภทที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของ แอลซีดี ทีวี ที่ประมาณการณ์ว่าจะโตเพิ่มจากปีก่อนถึง 50-70%

สำหรับภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน (HA) จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 5-10% ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน (OA) อาทิ เครื่องถ่ายเอกสาร, โปรเจ๊คเตอร์ ฯลฯ อาจจะไม่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน สรุปแล้วโดยภาพรวมของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้จะยังคงทรงตัวอยู่ เนื่องมาจากปัจจัยทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

ในส่วนของบริษัทจะค่อนข้างได้รับปัญหาหนักในเรื่องของเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อขายในประเทศ และส่งออกสู่ต่างประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป, อเมริกา, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาใต้ ซึ่งหากมองในแง่ดี คือการที่บริษัทจะสามารถได้รับประโยชน์ในเรื่องของการนำเข้าอะไหล่ของผลิตภัณฑ์บางชนิดจากต่างประเทศในราคาที่ถูก โดยถือเป็นการได้รับทั้งผลดี และผลเสียในเวลาเดียวกัน

ไม่ใช่แค่ "สนามเด็กเล่น" อีกก้าวการยกมาตรฐาน CSR "บรีส" (posted on 16/07/2007)

จากปีที่ผ่านมา หลังจาก "ยูนิลีเวอร์" หันมาใช้แบรนด์ "บรีส" เป็นหัวขบวนในการปักธงรุกกิจกรรมเพื่อสังคมในส่วนของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (corporate social responsibility : CSR) ภายนอกกระบวนการธุรกิจโครงการสร้างสนามเด็กเล่น "ลานเล่นบรีสเพิ่มพลังเรียนรู้" ในโรงเรียนและชุมชนกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้แนว คิดที่ชัดเจนในการสร้างการเรียนรู้ของเด็กผ่านการเล่นของเด็กหรือเพลย์คิว ซึ่งเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญาและอารมณ์ผ่านการเล่น

เติมเต็มสิ่งที่ขาด

ในปี 2550 หลังจากประเมินผลโครงการในปีที่ผ่านมา "บรีส" พบว่ามีบางส่วนที่ยังขาดหายไป และเป็นความต้องการจาก "ผู้รับ" ที่ต้องการได้รับการเต็มเติม โดยจากการประเมินผลโครงการ ใน 60 โรงเรียนที่มีการส่งมอบสนามเด็กเล่นแล้วเสร็จ พบว่าแม้สนามเด็กเล่นจะมีส่วนในการสร้างโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก หากแต่ในบางอุปกรณ์ในสนามเด็กเล่นนั้นอาจจะไม่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของเด็กและโรงเรียนเท่าที่ควร

จึงเป็นที่มาของการสานต่อโครงการนี้ให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น ไม่เพียงประกาศเป้าหมายการเดินหน้าโครงการสร้างสนามเด็กเล่นต่อให้ครบจำนวน 200 แห่งภายในปี 2552 ขณะเดียวกันยังออกแบบโครงการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมที่ขาดหายไปในโครงการที่ผ่านมา ซึ่งมีหัวใจอยู่ที่การ "สร้างการมีส่วนร่วม" ของชุมชนและโรงเรียนมากยิ่งขึ้นภายใต้ชื่อโครงการใหม่ ลานเล่นบรีส "ได้เลือก ได้เล่น ได้เรียนรู้" โดยจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ครูอาจารย์และคนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดสรรเครื่องเล่นตามความต้องการเฉพาะของแต่ละโรงเรียนเอง ทำให้พวกเขาได้มีส่วนร่วม เกิดความรักและหวงแหนในลานเล่นบรีสฯและต้องการปรับปรุงดูแลรักษาให้ลานเล่นบรีสฯดียิ่งขึ้น โดยเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นเป็นเครื่องเล่นที่นำเข้าจากประเทศเดนมาร์ก

ไม่ใช่แค่สนามเด็กเล่น

"ลออิค ทาร์ดี้" ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ฯกล่าวว่า การสร้างลานเล่นบรีสในปีที่ผ่านมาถือเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารแนวคิดเพลย์คิวอย่างเป็นรูปธรรม ในปี 2550 จึงตอกย้ำแนวคิดดังกล่าว นอก จากจะเป็นการสร้างการรับรู้ การสร้างลานเล่นบรีสในปีนี้ยังต้องการสร้างความเป็นเจ้าของ

"สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่สร้างสนามเด็กเล่น แต่เราพยายามเติมพลังชีวิต โดยดึงความร่วมใจจากชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะเดียวกันพยายามทดลองให้การเล่นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร โดยในการสร้างลานเล่นบรีสให้ครบ 200 แห่งภายในปี 2552 ไม่เพียงแต่สนามเด็กเล่นจะใหญ่ขึ้นและดีขึ้น ขณะเดียวกันจะไม่มีการจำกัดสิทธิของโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยเราจะขยายโอกาสให้ทุกโรงเรียนได้รับในสิ่งที่เราให้โดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นการยกมาตรฐาน CSR ของบริษัท CSR ของเราไม่ใช่เรื่องการบริจาค แต่เรามองว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทำ" ทาร์ดี้กล่าว

เพิ่มภาคี-สร้างการมีส่วนร่วม

ในโครงการใหม่จะเปิดโอกาสให้โรงเรียนทั่วประเทศส่งเหตุผลและความต้องการลานเล่นบรีส มายังบริษัทเพื่อพิจารณา

"วรรณิภา ภักดีบุตร" รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มผลิตภัณท์เครื่องใช้ในครัวเรือนและเครื่องใช้ส่วนบุคคล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้จะแบ่งเป็น 2 โครงการย่อย โดยนอกจากจะเปิดโอกาสให้โรงเรียน เด็ก และชุมชนได้มีโอกาสเลือกเครื่องเล่นเองในโครงการ "ลานเล่นบรีส ได้เลือก ได้เล่น ได้เรียนรู้" อีกส่วนหนึ่งจะให้ทุกคนและทุกส่วนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านโครงการ "รวมพลังสร้างสรรค์ ลานเล่นบรีสของเรา" โดยจะรวบรวมคาราวานอาสาสมัคร นักศึกษา พนักงานยูนิลีเวอร์ พี่น้องในชุมชน ให้เข้าไปช่วยดูแล ลานเล่นบรีสทั้ง 60 แห่งที่สร้างไว้ในปีที่ผ่านมา รวมทั้งจะมีการจัดสัมมนาและใช้เว็บไซต์ www.larnlenbreeze.com ที่พึ่งเปิดสำหรับครูอาจารย์จากแต่ละโรงเรียนได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในการใช้ลานเล่นบรีสให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ของนักเรียน และนำไปสู่การผลักดันการเรียนรู้ผ่านการเล่นสู่สังคมวงกว้างซึ่งเป“นเป„าหมายแท‰จริงในระยะยาว

แบบตัวอย่างการพัฒนากิจกรรมเพื่อสังคม ของ "บรีส" จึงน่าสนใจอยู่ที่เป้าหมายปลายทาง ที่ชัดเจนในการขยายแนวคิดเพลย์คิวผ่านการพัฒนาโครงการโดยคำนึงถึงมิติทางสังคมที่ซับ ซ้อน ที่ทำให้ "การให้" ไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่ "การบริจาค" !!

ครึ่งแรกปี"50 มรสุม "ตลาดบัตรเครดิต" (posted on 16/07/2007)

ช่วงครึ่งแรกของปี 2550 ที่ผ่านไปแล้วนั้น ในวงการธุรกิจบัตรเครดิตต้องเผชิญหน้ากับการปรับตัวขนานใหญ่ที่นอกเหนือไปจากภาวะทางการเมืองที่ไม่นิ่งมาตลอด จนส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคพากันใช้จ่ายกันน้อยลงไปมาก จนยอดเติบโตลดลงไปกันเป็นแถว ตั้งแต่ "เจ้าพ่อด้านเซ็กเมนเตชั่น" อย่าง "เคทีซี" ที่ยอมรับตรงๆ ว่ายอดเติบโตของบริษัทในปีนี้อยู่ในระดับไม่เกิน 15-20% เท่านั้น ถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นและเติบโตในอัตรา 35-40% มาโดยตลอด ขณะเดียวกันกับอีกหลายๆ แบงก์ก็เชื่อว่าตลาดบัตรเครดิตในปีนี้จะเริ่มเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านๆ มา โดยประมาณการกันว่าจะอยู่ในระดับประมาณ 10% เศษ ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้าที่ตลาดบัตรเครดิตบูมจนมีอัตราการเติบโตปีละกว่า 40%

หนึ่งในปัญหาสำคัญของบรรดาสถาบันการเงินที่ให้บริการด้านบัตรเครดิตในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ก็คือ กฎเหล็กของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ให้ปรับอัตราการชำระขั้นต่ำจาก 5% มาเป็น 10% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2550 เป็นต้นมา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะต้องเพิ่มยอดเงินในการชำระมากขึ้นอีก 5% แต่หมายความว่าแต่ละเดือนจะต้องชำระหนึ้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และที่สำคัญก็คือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะถือบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบ โดยมีค่าเฉลี่ยต่อคนที่ประมาณ 4-5 ใบ ซึ่งผู้ให้บริการบัตรเครดิตบางรายก็ช่วยให้ลูกค้าค่อยๆ ปรับตัวด้วยการค่อยๆ เพิ่มอัตราชำระต่อเดือนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ประมาณปลายปี 2549 จนกระทั่งปรับตัวได้ทันอัตราชำระขั้นต่ำ 10% ได้ช่วงเดือน เม.ย.2550

ด้านหนึ่งที่ภาระจ่ายหนี้ของลูกค้าบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว อีกด้านหนึ่งที่เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยแบบรัดเข็มขัดกันเต็มที่ เงินในระบบจึงหมุนเวียนต่ำ ทั้งยอดขายก็ต่ำลง ภาวะว่างงานเพิ่มขึ้น โดยรวมแล้วก็คือรายได้ของผู้บริโภคก็ลดลงไปด้วย จึงยิ่งไม่สมดุลกับภาระหนี้ที่ต้องชำระมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กฎนี้เริ่มบังคับใช้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จึงทำให้ลูกค้าบัตรเครดิตจำนวนมากไม่สามารถชำระเงินได้ จนทำให้อัตราหนี้เสียบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับมาตรการป้องกันและแก้ไขภาระหนี้เสียอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปด้วย

การปรับตัวที่ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตนำมาใช้แก้ปัญหาแล้วก็คือ การลดวงเงินของบัตรเครดิตให้อยู่ในระดับที่ผู้บริโภคสามารถชำระได้โดยไม่ผิดกฎของแบงก์ชาติ เช่น เดิมมีวงเงินในบัตรเครดิตถึง 5 หมื่นบาท ถ้าใช้เต็มวงเงินลูกค้าจะต้องชำระเดือนละ 5 พันบาทเป็นอย่างน้อย จากเดิมที่ชำระได้ตั้งแต่ 2.5 พันบาทขึ้นไป แต่ถ้าลดวงเงินในบัตรเครดิตเหลือ 2.5 หมื่นบาท ต่อให้ลูกค้าใช้เต็มวงเงินก็ชำระขั้นต่ำเพียง 2.5 พันบาทเท่าเดิม

วิธีการต่อมาก็คือ การยกเลิกบัตรเครดิตชั่วคราว เพื่อไม่ให้ลูกค้าสร้างหนี้เพิ่มขึ้นจนกว่าจะชำระหนี้เดิมได้หมด รวมถึงการยกเลิกบัตรเครดิตและปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ด้วยการกำหนดอัตราชำระในแต่ละเดือนได้โดยไม่ติดเงื่อนไขของแบงก์ชาติ ซึ่งสถาบันการเงินหลายแห่งมีจำนวนลูกหนี้มาขอปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา บางแห่งเพิ่มสูงถึงเท่าตัว ที่เคยมีประมาณ 500 รายต่อเดือนก็เพิ่มสูงเป็น 1 พันรายต่อเดือน โดยสถาบันการเงินก็ต้องช่วยเหลือทั้งการกำหนดดอกเบี้ยในอัตราต่ำพิเศษ และยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการบัตรเครดิตต่างคิดตรงกันว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2550 สถานการณ์ดังกล่าวจะเริ่มดีขึ้น และบรรดาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ และไม่มีความสามารถชำระคืน จะค่อยๆ หายออกไปจากระบบได้ในที่สุด และเหลือแต่ลูกค้าชั้นดีที่มีศักยภาพเท่านั้นอยู่ในระบบบัตรเครดิตต่อได้ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน

นอกจากปัญหาเกี่ยวกับเงื่อนไขของแบงก์ชาติที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการเติบโตของตลาดบัตรเครดิตแล้ว ขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่ตลาดบัตรเครดิตเริ่มอิ่มตัวขึ้น อัตราการขยายตัวอยู่ในระดับชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงจำนวนบัตรเครดิตที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันก็สูงเกือบ 11 ล้านใบแล้ว จึงเป็นช่องว่างของโปรดักต์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาทำตลาดแทน ซึ่งมาในรูปของสินเชื่อเงินสดพร้อมใช้ หรือสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน เช่น "ซิตี้แบงก์ เรดดี้เครดิต" ของซิตี้แบงก์ "สแตนด์บายแคช" ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด "เคทีซี แคช รีโวล์ฟ" ของเคทีซี หรือ "สปีดี้แคช" ของธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น ซึ่งโปรดักต์เหล่านี้อาศัยข้อจำกัดของบัตรเครดิตมาเป็นจุดแข็งในการทำตลาดแทน ทั้งในแง่ของความสะดวกรวดเร็ว คุณสมบัติลูกค้าที่ยืดหยุ่นมากกว่า และข้อกำหนดของแบงก์ชาติก็มีน้อยกว่าเช่นกัน

จุดขายด้านความสะดวกรวดเร็วก็คือ สินเชื่อเงินสดพร้อมใช้สามารถกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ทั่วประเทศโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งสะดวกสำหรับเป็นวงเงินฉุกเฉินที่ไม่สามารถจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้ เช่น รถเสียกลางทาง ซึ่งร้านซ่อมรถที่อยู่ใกล้อาจไม่รับบัตรเครดิต หรือการซื้อสินค้าในร้านค้าบางที่ไม่รับบัตรเครดิต ลูกค้าสามารถถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มแล้วนำมาจ่ายได้ง่ายกว่า และมีเงื่อนไขดอกเบี้ยที่ยืดหยุ่น ในขณะที่การกดเงินสดผ่านบัตรเครดิตมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 3%

นอกจากนี้ ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าโปรดักต์ส่วนนี้จับลูกค้าต่างกลุ่มกับบัตรเครดิต เพราะแบงก์ชาติยังไม่มีข้อกำหนดด้านฐานเงินเดือนขั้นต่ำของสมาชิกเหมือนบัตรเครดิตที่กำหนดไว้ที่ 1.5 หมื่นบาทขึ้นไป แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้โปรดักต์นี้จับลูกค้าที่มีฐานเงินเดือนต่ำกว่าบัตรเครดิตได้ด้วยเช่นกัน คุณสมบัติของลูกค้าจึงกว้างกว่า รวมถึงไม่มีกฎของทางแบงก์ชาติมาจำกัดอัตราการชำระคืนขั้นต่ำเอาไว้ จึงขึ้นอยู่กับลูกค้าและสถาบันการเงินว่าจะชำระคืนในอัตราเท่าใด ขณะเดียวกันเงื่อนไขเกี่ยวกับดอกเบี้ยก็กำหนดได้อย่างยืดหยุ่นมากกว่า อาจลดหลั่นเป็นขั้นบันไดตามยอดคงค้าง จึงจะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ ผู้บริโภคได้ เพราะถ้าชำระคืนน้อย ก็จะถูกเก็บดอกเบี้ยแพงขึ้นนั่นเอง

ขณะเดียวกัน โปรดักต์เหล่านี้ก็ยังคงมีสิทธิประโยชน์ที่ส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ไม่ต่างกับบัตรเครดิตมากนัก เช่น การให้ประกันชีวิตแก่ผู้ถือบัตร ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มาดึงความสนใจจากผู้บริโภคได้ไม่น้อย

เป็นที่น่าติดตามต่อไปว่า ครึ่งหลังของปี 2550 นี้ ตลาดบัตรเครดิตจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และลูกเล่นสู้ในตลาดนี้ต่อไปอย่างไร

ถอดวิธีคิด "จีอี" ฟื้นวิถีชุมชนเก่า จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ "สนามเด็กเล่น" (posted on 16/07/2007)

"สนามเด็กเล่น" อาจจะดูเป็นเสมือนการให้ที่แสนธรรมดา ที่ใครๆ ก็บริจาค ใครๆ ก็สร้างสนามเด็กเล่น หากแต่ภายใต้การสร้าง "สนามเด็กเล่น" ของ "จีอี มันนี่" และบริษัทในเครือ กลับมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน เพราะการเข้าไปสร้างสนามเด็กเล่นในชุมชนตลาดเก่ามีนบุรี กรุงเทพฯ ของทีม "จีอี โวลันเทียร์" ซึ่งเป็นทีมอาสาสมัครพนักงานของ "จีอี" นั้น กลับมีเป้าหมายในการทำโครงการที่มองว่า "สนามเด็กเล่น" ที่อาสาสมัครพนักงานเข้าไปช่วยกันสร้าง ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูชุมชนในย่านตลาดเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยมิได้ทำเพียงลำพังหากแต่ร่วมมือกับสถาปนิกที่มีประสบการณ์ด้านพัฒนาชุมชนและมูลนิธิชุมชนไทย ในการเข้าไปฟื้นชีวิตชุมชน

เพราะทั้งทีม "จีอี โวลันเทียร์" และพันธมิตร เชื่อว่าด้วยศักยภาพของชุมชนที่มีอายุกว่า 100 ปีแห่งนี้ ทั้งในแง่ทำเลที่ตั้งแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนที่งดงาม ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ หากได้รับการฟื้นฟูและพัฒนา ในวันหนึ่งจะกลับมามีชีวิตและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนอีกครั้ง เพียงแต่การพัฒนานั้นจะต้องเกิดขึ้นบนรากฐานวิธีคิดของคนในชุมชนเอง

"สุวรรณา จักรวรวุธ" ประธานกรรมการ จีอี โวลันเทียร์ เล่าให้ฟังว่า ในที่อื่นๆ บางทีจุดเริ่มต้นของการพัฒนาชุมชนนั้นไม่ใช่มาจากการเข้าไปช่วยซ่อมแซมบำรุงรักษา แต่เกิดจากการสร้างทางเท้าและปลูกต้นไม่ริมทางเดิน จนท้ายที่สุดคนในชุมชนก็รุกขึ้นมาปัดกวาด ทาสี ซ่อมแซมสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ให้ดีกว่าที่เคยเป็น เพราะบางครั้งการอยู่ในชุมชนมานานคนอาจจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็น แต่การที่พวกเขาเห็นว่าคนข้างนอกมองเห็นคุณค่าเป็นการจุดประกายให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของชุมชนอีกครั้ง

"หัวใจของการทำงานอยู่ตรงนี้ วิธีการฟื้นชุมชนของเราจึงมุ่งพัฒนาคนไม่ได้มุ่งในการพัฒนาวัตถุ แต่วัตถุที่ได้เป็นผลพลอยได้ หัวใจสำคัญคือการพัฒนาความสัมพันธ์ของคนผ่านการทำงาน ให้เขารู้จักการทำงานร่วมกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้ และจนไปถึงการสามารถวางแผนในการพัฒนาชุมชนได้เองว่าจะพัฒนาไปถึงจุดไหน เราไม่ได้เป็นคนบอกแต่ชุมชนต้องเป็นคนกำหนดเอง ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดี ที่สำคัญเราไม่ได้เน้นสิ่งของ เราไม่ได้มีงบประมาณมาก แต่สิ่งที่จีอีเน้นคือการทำงานอาสามากกว่า ซึ่งสุดท้ายการจะเดินไปถึงไหนชุมชนจะเป็นผู้ที่กำหนดเอง" สุวรรณากล่าว

เช่นเดียวกับที่ยกตัวอย่าง วิธีคิดของทีม "จีอี โวลันเทียร์" นั้นจึงมองว่าการจะฟื้นฟูชุมชนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยชุมชนเป็นผู้กำหนดนั้น จำเป็นต้องมีโครงการนำร่อง ตลอดเวลา 9 สัปดาห์ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนำร่อง ด้วยการใช้การสร้างสนามเด็กเล่นเข้ามาเป็นตัวชูโรง

"ที่เราเลือกสนามเด็กเล่นก่อน เพราะเชื่อว่าเด็กจะเป็นตัวดึงที่ทำให้ผู้ใหญ่มาเจอกันได้ และชุมชนเองก็มีความต้องการด้วย โดยสนามเด็กเล่นเก่ากลายเป็นที่รกร้าง หลังจากผ่านโครงการนี้ไป ก็ต้องขึ้นอยู่กับชุมชนว่าเขาต้องการอะไร แบบไหน เราเองไม่สามารถเข้าไปกำหนดได้"

ฉะนั้น เมื่อไม่ได้มีปลายทางอยู่แค่เพียงการสร้างสนามเด็กเล่น กระบวนการในการสร้างสนามเด็กเล่นครั้งนี้ จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างมาก ตลอดระยะเวลา 9 สัปดาห์ตามแผนการทำงานของทีมสถาปนิกและทีมอาสาสมัคร มีตั้งแต่การเข้าไปทำกิจกรรมทำความรู้จัก มีการทำเวิร์กช็อป ให้เด็กมาร่วมกันออกแบบโดยวาดภาพลงตามจินตนาการว่าพวกเขาอยากให้สนามเด็กเล่นออกมาเป็นแบบใด ก่อนที่จะสร้างโมเดลด้วยวัสดุเหลือใช้ ก่อนที่จะลงมือสร้างสนามเด็กเล่นจริง โดยทีมอาสาสมัครของจีอีจะเข้าไปทำกิจกรรมตลอด กับคนในชุมชน และร่วมลงแรงจัดการเคลียร์ พื้นที่และสร้างสนามเด็กเล่นร่วมกับคนในชุมชนนั้นๆ

"เด็กๆ ก็จะคิดมาอยากให้สนามเด็กเล่นมีหน้าตาอย่างไร ตอนการทำแบบจำลอง มีการเอาดินน้ำมันมาปั้นเป็นรูปเป็นร่าง เป็นต้นไม้ เป็นสนามฟุตบอล เอาไม้ไอติมมาทำเป็นชิงช้า เด็กๆ มีความสุข นี่เป็นวิธีการทำงานที่เราชอบ เพราะเจ้าของมีส่วนร่วม และเขาก็จะมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของและต้องช่วยกันรักษา"

สุวรรณาบอกว่า การทำโครงการครั้งนี้ รูปแบบในการทำงานของเราคือไม่มีรูปแบบ เพียงแต่ใช้ทักษะที่พันธมิตรมี อย่างเขาเป็นสถาปนิกก็มีทักษะในเรื่องการทำแบบ การสร้างกระบวนการ ขณะที่จีอีมีแรงงานของอาสาสมัครและมีงบประมาณไม่มาก สิ่งที่เน้นจึงเป็นการทำงานร่วมกัน

"เราเองก็ไม่เคยทำโครงการแบบนี้ อาทิตย์แรกพนักงานก็ถามว่าจะทำอะไร เราก็บอกให้ไปเล่นกับเด็ก บางคนก็ไม่คุ้นเคย แต่มันเป็นการสร้างความผูกพัน รูปแบบของเราคือการทำงานแบบไม่มีรูปแบบ แต่มันก็ดี"

จากแบบร่างสนามเด็กเล่นบนกระดาษของเด็กๆ วันนี้สนามเด็กเล่น ที่ตลาดเก่ามีนบุรี น่าจะกำลังค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง โครงการสร้างสนามเด็กเล่นเป็นโครงการแรกกำลังจะเสร็จสมบูรณ์ และพร้อมที่จะเข้าไปช่วยสานต่อในการฟื้นฟูชุมชนสู่โครงการอื่นๆ เพียงแต่ว่าโครงการจะเป็นอย่างไรต่อไปท้ายที่สุด "จีอี" ไม่ได้เป็นผู้กำหนด แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนในชุมชนเป็นสำคัญ เป็นการตอกย้ำแนวคิดของการฟื้นฟูชุมชนที่ยั่งยืนที่เน้นการพัฒนาคนมิใช่การพัฒนาเพียงวัตถุ !!

สภาพคล่องล้นโลก ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย (posted on 16/07/2007)

ในระยะที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยจำนวนมาก ซึ่งได้รับการยืนยันจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าตั้งแต่ต้นปีไหลเข้ามาแล้วประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากชนิดทำลายสถิติรายวัน แต่เหตุของผลที่กำลังเกิดขึ้นมีที่มาที่ไปที่อธิบายได้

โดยกลุ่มวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกบทวิเคราะห์เรื่อง "สภาพคล่องล้นโลกและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย" ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจการเงินโลกกำลังเผชิญกับสภาวะสภาพคล่องส่วนเกินระดับสูง หรือสภาพคล่องล้นโลกส่งผลให้มีการไหลเวียนของเงินเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมทั้งภูมิภาคเอเชีย เป็นสาเหตุของความผันผวนในตลาดเงินทุนโลกในระยะหลัง รวมทั้งอาจเป็นความเสี่ยงต่อวิกฤตการณ์การเงินหากเกิดการไหลย้อนกลับของเงินทุนอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การปรับฐานของราคาสินทรัพย์ทั่วโลก

สาเหตุของสภาพคล่องล้นโลก

จากการประมาณการของสำนักวิจัย JP Morgan พบว่า ในช่วงปี 2545-2549 สภาพคล่องโลกเพิ่มขึ้น 4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักวิจัย CLSA ประมาณการว่าหากนับปริมาณสภาพคล่องโลกโดยรวมในความหมายอย่างกว้าง อาจมีจำนวนถึง 400 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสภาพคล่องที่สูงทำให้ตลาดเงินทุนโลกเสี่ยงต่อความผันผวนได้ง่าย จากการศึกษาพบว่า สาเหตุของการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากปัจจัย 5 ประการ

1) เกิดจากนโยบายการเงินโลกในช่วง ที่ผ่านมาผ่อนคลายตามนโยบายการเงินสหรัฐ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544-2547 เพื่อชะลอการตกต่ำของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดดอกเบี้ยเป็นการลดแรงกดดันด้านเงินทุนของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทำให้มีการลดดอกเบี้ยตามอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนการกู้ต่ำลงพร้อมกับกระตุ้นให้เกิดความต้องการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น

2) ความไม่สมดุลของสภาวะการเงินโลก โดยสหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากและต่อเนื่อง โดยปี 2549 ขาดดุลประมาณ 856.7 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6% ของจีดีพี เป็นการขาดดุลกับจีนแห่งเดียวถึง 233 พันล้านดอลลาร์ หรือ 30% ของการขาดดุลทั้งหมด ในขณะที่ประเทศในเอเชียต่างเกินดุลจากการส่งออกที่ขยายตัวดีในช่วงที่ผ่านมา โดยในปี 2549 จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 249.9 พันล้านดอลลาร์ หรือ 9% ของจีดีพี

โดยการที่ประเทศในเอเชียเกินดุลเดินสะพัดในระดับสูง นำไปสู่การสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ถูกเก็บอยู่ในรูปพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งการที่ธนาคารกลางเอเชียถือพันธบัตรสหรัฐมากขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ (yield) ลดต่ำลง ส่งผลสืบเนื่องให้นักลงทุนรวมถึงกองทุนบริหารความเสี่ยง (hedge funds) กระจายการลงทุน โดยหันมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งเอเชียมากขึ้น ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดพันธบัตร ทำให้ปริมาณเงินสกุลดอลลาร์อยู่ในตลาดเงินทุนโลกมาก ส่งผลให้สภาพคล่องล้นโลก และทำให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียแข็งค่าขึ้นตามลำดับ

3) นักค้าเงินทำธุรกรรมเก็งกำไรค่าเงินจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ "carry trade" ด้วยการกู้ยืมเงินสกุลที่มีผลตอบแทนต่ำและนำไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะธุรกรรม yen carry trade หรือกู้เงินเยนมาลงทุนในสกุลอื่นเนื่องจากดอกเบี้ยญี่ปุ่นอยู่ระดับต่ำกว่าประเทศอื่น นอกจากนั้นการที่เงินเฟ้อญี่ปุ่นอยู่ระดับต่ำ ขณะที่การบริโภคชะลอตัว ธนาคารญี่ปุ่นจึงปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลาดเงินจึงยังคาดหวังว่าเงินเยนจะยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง นักค้าเงินจึงยังทำ carry trade อย่างต่อเนื่อง

4) ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้รายได้ของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเพิ่มมากขึ้น จากสถิติของสำนักวิจัย Lehman Brothers พบว่า รายได้จากการส่งออกน้ำมันของประเทศในตะวันออกกลาง (GCC) ในปี 2547-2549 ขยายตัวเฉลี่ย 36.5% ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดประเทศเหล่านั้นเกินดุลมากขึ้น จาก 49.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2543 เป็น 227.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2549 และคาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นทำให้กลุ่ม GCC เพิ่มระดับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น โดย JP Morgan คาดการณ์ว่าสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2545-2549 มาจากรายได้ของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันถึง 40%

5) การคิดค้นอนุพันธ์และเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น โดยสามารถเลือกลงทุนตามปกติ เช่น ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อัตราแลกเปลี่ยน สินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างตราสารหนี้และอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป

นอกจากนั้น ยังสามารถเลือกลงทุนในอนุพันธ์ตราสารที่มีธุรกรรมบนพื้นฐานของสินทรัพย์ปกติ ซึ่งสำนักวิจัย CLSA วิเคราะห์ว่า หากคำนวณสภาพคล่องล้นโลกในความหมายกว้าง โดยนับรวมอนุพันธ์เข้ากับสินทรัพย์อื่นแล้ว สภาพคล่องโลกในปัจจุบันจะมีประมาณ 9.7 เท่าของเศรษฐกิจโลก หรือประมาณ 400 ล้านล้านดอลลาร์

การปรับฐานของราคาสินทรัพย์มีผลต่อ ศก.โลก

สภาพคล่องที่ล้นโลกทำให้ตลาดเงินทุนในโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น เมื่อเกิดผลกระทบต่อตลาดใดตลาดหนึ่ง นักลงทุนที่กระจายการลงทุนในตลาดต่างๆ ก็จะถอนการลงทุนด้วย ทำให้สินทรัพย์ในตลาดอื่นๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นในช่วงที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยในสหรัฐจะไม่ปรับขึ้น จนเกิดความวิตกและถอนการลงทุนในตลาดสหรัฐ และตลาดอื่นๆ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกหดตัวลง

และเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ก.พ.2550 จากการที่ตลาด หลักทรัพย์จีนเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรง จนเกิดกระแสข่าวว่าทางการจีนจะเก็บภาษีจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ดัชนีหลักทรัพย์ของจีนหดตัวถึง 9% และทำให้ดัชนีตลาดหลัก ทรัพย์ทั่วโลกหดตัวลงอย่างรุนแรงเช่นกัน

นอกจากการปรับฐานของราคาสินทรัพย์ การกู้เงินเยนมาลงทุนในสกุลอื่น ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของความผันผวนให้รุนแรงมากขึ้น โดยเมื่อมีปัจจัยใดที่ทำให้คาดว่าค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้น เช่น ดอกเบี้ยญี่ปุ่นจะปรับตัวขึ้น นักลงทุนที่เคยทำธุรกรรมเก็งกำไรค่าเงินจากส่วนต่างดอกเบี้ยก็จะเร่งขายสินทรัพย์สกุลอื่นเพื่อมาคืนเงินกู้ ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลเป็นลูกโซ่ (contagion effect) จนเกิดการปรับฐานในตลาดอื่นๆ เพราะแม้นักลงทุนอื่นที่ไม่ได้ทำธุรกรรมเก็งกำไรค่าเงินจากส่วนต่างดอกเบี้ย ก็เกิดความตื่นตระหนกและมีพฤติกรรมขายสินทรัพย์ออกมาเช่นกัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินไทยและการตั้งรับ

การไหลเข้าของสภาพคล่องที่ล้นโลกสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินทุนไทยใน 2 ประการ คือ 1.การทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะเงินที่ไหลเข้ามาทั้งทางดุลบัญชีเดินสะพัด จากการส่งออกที่ขยายตัวสูง และทางดุลบัญชีเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดทุนและลงทุนโดยตรง ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา

2.ตลาดการเงินไทยรวมถึงภูมิภาคเอเชียเสี่ยงต่อความผันผวน หากเกิดการไหลย้อนกลับของเงินทุนอย่างรุนแรง นำไปสู่การปรับฐานของราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามในระยะสั้นคาดว่าความผันผวนในตลาดโลกไม่น่ากระทบตลาดหลักทรัพย์ไทยมากนัก เนื่องจากได้มีการปรับฐานไปหลังจากที่ ธปท.ออกมาตรการควบคุมเงินเคลื่อนย้ายระยะสั้น ทำให้ผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ฯลดลง เห็นได้จากค่า P/E ที่ ลดลงจาก 8.68 เท่าในวันที่ 18 ธ.ค.เหลือ 7.39 เท่าในวันที่ 19 ธ.ค.2549

โดยแม้ขณะนี้ค่า P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่า P/E ตลาดไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะหากแยกวิเคราะห์เป็นกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งการที่หลักทรัพย์ไทยมีศักยภาพในการเติบโตสูงก็เป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีความต้านทานต่อความผันผวนของตลาดเงินทุนโลก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ควรวางมาตรการสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยภายนอกระยะยาว และตลาดทุนต้องได้รับการพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน เพิ่มมูลค่ารวมของตลาดให้มากขึ้น เช่น ขยายฐานนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเดิมออกหลักทรัพย์หมุนเวียนในตลาดมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการสร้างความร่วมมือระหว่างตลาดทุนในภูมิภาคจะเป็นการสร้างมูลค่าทางตลาด เพิ่มจุดสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ เป็นการกระจายความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และทำให้ตลาดเอเชียและประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

Auto : "แลตติจูด" ยางเดิมๆ เติมรสออฟโรด (posted on 16/07/2007)

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดยางรถยนต์ที่ซึมไปตามกระแสการชะลอตัวของตลาดรถ กลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ มิชลิน เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในกลุ่มยางเพื่อตลาดทดแทน คราวนี้มิชลินโฟกัสไปยังกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ยางใหม่ของมิชลินได้รับการตั้งชื่อรุ่นว่า

แลตติจูด โดยมี 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ลงตลาด นั่นคือ "แลตติจูด สปอร์ต" และ "แลตติจูด ทัวร์ เอชพี"

พันเทพ สุภาไชยกิจ กรรมการผู้จัดการธุรกิจยางรถยนต์นั่งและยางปิกอัพ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายยางมิชลิน กล่าวว่า รถอเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ปัจจุบันได้ถือว่าเข้าสู่เจเนอเรชั่นใหม่ จากเดิมที่พัฒนารถมาเพื่อลุยงานออฟโรดหนักๆ ซึ่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถต่างๆ ที่ออกแบบมาก็มุ่งใช้งานหนัก แข็งแรง ทนทาน ยางที่ใช้ก็มีการออกแบบให้ใช้แบบเฮฟวี่ ออฟโรด สำหรับในเมืองไทยหลังเกิดปรากฏการณ์ ซีอาร์-วี ที่ตลาดให้การยอมรับรถอเนกประสงค์ที่ใช้ขับขี่ในเมือง ประกอบกับทิศทางของรถออฟโรดได้ปรับเข้าหาแนวคิดรถเก๋งมากขึ้น ทำให้วงการยางต้องปรับตัวเช่นกัน

รถออฟโรดรุ่นใหม่ เปรียบเทียบได้กับเก๋ง ซูเปอร์ คาร์ โดยเน้นความแรงและความเร็วสูง ใช้งานในเมือง จากซูเปอร์ คาร์ กลายมาเป็น ซูเปอร์ เอสยูวี เช่น ปอร์เช่ คะเยนน์ เลกซัส LX หรือ โฟล์คสวาเก้น ทัวเรค ซึ่งรถในกลุ่มดังกล่าวนับวันจะเติบโตขึ้น

ลักษณะที่เปลี่ยนไปของรถออฟโรดที่หันมาใช้ในเมืองแต่ก็ยังต้องการยางที่มีสมรรถนะสูงแบบรถเก๋ง แต่ยังต้องตอบสนองการขับขี่ในสภาพถนนที่ขรุขระได้

ปี 2550 มีรถยนต์อเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่ในตลาด 6 แสนคัน และอีก 10 ปีข้างหน้า รถในตลาดรถยนต์นี้ จะเติบโตเพิ่มขึ้น 101% หรือ 1.2 ล้านคัน ซึ่งในจำนวนนี้รถยนต์เอสยูวี หรูหรา สมรรถนะสูงจะเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุด ขณะที่ความต้องการใช้ยางในตลาดทดแทน REM 10 ปีจากนี้ไปจะเติบโตเพิ่มขึ้น 70% เป็น 1.7 ล้านเส้น จากปีนี้ที่มี 1 ล้านเส้น

ชนิดของยางออฟโรดที่ใช้กันปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ไฮเวย์ เทอเรน ซึ่งเป็นยางที่ให้น้ำหนักของออฟโรด 90% ออนโรด 10% กลุ่มนี้จะมีอัตราการเติบโตสูงสุดในอนาคต

2. ยางออลเทอเรน ซึ่งเป็นยางที่เติมน้ำหนักของออฟโรดเพิ่มขึ้นเป็น 20% ยางชนิดนี้เคยเป็นแชมป์ครองความเป็นผู้นำตลาดมาตลอด แต่เมื่อถึงปีนี้ พบว่ายางออลเทอเรน เติบโตลดลง

3. ยางมัด (MUD) เทอเรน หรือยางที่มีสัดส่วนออฟโรดมากสุด ซึ่งครองตลาดอยู่ราว 2-3% ของตลาดยาง สัดส่วนในอนาคตยังคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ข้อจำกัดโดยธรรมชาติของการพัฒนายางนั่นคือ การเพิ่มคุณสมบัติด้านใดด้านหนึ่งของยาง จะทำให้คุณสมบัติอีกด้านด้อยลงไป เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกทางแห้ง จะทำให้การยึดเกาะถนนเปียกลดลง แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนายางได้ก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ไปหลายข้อ ซึ่งผู้ผลิตต่างก็นำเสนอเทคโนโลยีในยางรุ่นใหม่ของตัวเอง

สำหรับ แลตติจูด สปอร์ต เป็นยาง ไฮเวย์ เทอเรน ระดับสูง ที่มิชลินได้พัฒนาร่วมกับปอร์เช่ เมื่อครั้งออกแบบรถคะเยนน์ ซึ่งเป็นซูเปอร์ เอสยูวี โดยปอร์เช่ ต้องการประสิทธิภาพโดยรวมของยางทุกด้านเพิ่มขึ้น 15% จากยางสมรรถนะสูงแบบ ซูเปอร์ คาร์ ให้คงความเป็นยางที่ใช้งานได้ทั้งออฟโรดและออนโรด

มิชลินได้นำรูปแบบของยางรถเอสยูวี สปอร์ต MXV4+ มาพัฒนาทั้งสูตรและโครงสร้างใหม่ เช่น เพิ่มสูตรเนื้อยาง "รถเหมือง" ที่มีความเหนียว ยืดหยุ่นลงไป โดยปกติยางออฟโรดจะมีความแข็งของเนื้อยางสูงเพื่อให้ทนทานต่อการบาดจากของมีคม แต่เมื่อใช้งานจะพบว่ามีความกระด้าง เสียงดัง ด้วยความที่แลตติจูดได้วางแนวคิดเป็นยางใช้ในลักษณะซิตี้ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการคุณสมบัตินุ่ม เงียบ การพัฒนายางที่เหนียว นุ่ม จึงต้องใช้สูตรของยางรถเหมืองเข้ามาแทน

ยังมีเทคโนโลยีอีกหลายส่วนที่ประกอบกันในยางแลตติจูด ซึ่งวันนี้ เป็นหัวหอกของยางที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของการใช้รถในตลาดเมืองไทยในปัจจุบัน

โตโยต้ายึดตลาดเก๋งเกิน50% เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสไล่ฮุบมาร์เก็ตแชร์คู่แข่งครองตลาดรวมแล้วกว่า 43% (posted on 16/07/2007)

โตโยต้าเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสไล่ฮุบยอดขายคู่แข่ง แค่ 6 เดือนแรกยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ผูกขาดตลาดรถยนต์กว่า 43 % เฉพาะรถเก๋งยึดมาร์เก็ตแชร์เกินกว่าครึ่งตลาดแล้ว ส่วนตลาดกระบะสวาปามไปกว่า 41% ด้านนิสสันสุดปลื้ม นาวาร่าดันยอดขายพุ่ง 27 %แถมส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 5.9 เป็น 9 %

จากการสำรวจของ"ฐานเศรษฐกิจ"พบว่า แม้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกภาวะเศรษฐกิจ จะทำให้ยอดขายรถยนต์ลดลงในทุกตลาดก็ตาม แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ เปิดโอกาสให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า สามารถสร้างความเปรียบได้มากขึ้น ในการเร่งสร้างส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น พร้อมกับยังคงครองสถิติยอดขายอันดับ 1 ทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดรวม ที่ปริมาณการขาย 292,514 คัน ลดลง 12.6% ที่โตโยต้าทำยอดขายได้ถึง 126,251 คัน แม้จะลดลง 7.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่สามารถทำส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 43.2% ที่เดิมที่มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 40.7 % ในปีที่แล้ว เนื่องจากสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดจากค่ายรถรายอื่นๆมาได้ ส่วนอันดับที่ 2 เป็นของอีซูซุ มียอดขาย 66,753 คัน ลดลง 23.5 % ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 22.8% จากปีก่อน 26.1 % ส่วนอันดับที่ 3 เป็นของฮอนด้า มียอดขาย 31,880 คัน ลดลง 5.2% ส่วนแบ่งตลาด 10.9% จากเดิม 10.0 %

นอกจากนี้ เมื่อแยกยอดขายตามประเภทของรถยนต์ จะพบว่า ตลาดรถยนต์นั่ง มีปริมาณการขาย 83,390 คัน ลดลง 11.5% โดยอันดับ 1 ยังเป็นของโตโยต้า 43,530 คัน ลดลง 4.2% แต่ส่วนแบ่งตลาดถึง 52.2% ครองยอดขายเกินครึ่งของตลาด จากเดิมในช่วงเดียวกันของปีก่อนมีส่วนแบ่งตลาด 48.2 % อันดับ 2 ฮอนด้า 26,587 คัน ลดลง 20.3% ส่วนแบ่งตลาด 31.9% จากเดิม 35.4 % อันดับที่ 3 เชฟโรเล็ต มีการเติบโตที่น่าสนใจมาก มียอดขาย 3,804 คัน เพิ่มขึ้น 81.7% สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 4.6% จากเดิม 2.2 %

ขณะที่ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ที่รวมยอดขายของรถกระบะดัดแปลง PPV ด้วย มีปริมาณการขายช่วง 6 เดือนแรก 183,223 คัน ลดลง 16.8% โดยโตโยต้า ยังครองอันดับ 1 ที่ 75,436 คัน ลดลง 12.4%ส่วนแบ่งตลาด 41.2% จากเดิม 39.1 % ส่วนอันดับ 2 เป็นของอีซูซุ 61,785 คัน ลดลง 24.3% ส่วนแบ่งตลาด 33.7% จากเดิม 37.1 % อันดับ 3 นิสสัน16,451 คัน เพิ่มขึ้น 27.1% ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาเป็น 9.0%จากเดิม 5.9 % และหากแยกปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลงออกมาจะพบว่า มนช่วง 6 เดือนแรกมียอดขาย 10,942 คัน โดยแบ่งเป็นโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ 7,483 คัน อีซูซุ มิว 7 จำนวน 3,037 คัน และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 422 คัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า สถิติการขายสะสมครึ่งปีแรกหรือ ระหว่างเดือนมกราคมจนถึงเดือนมิถุนายน ของปี 2550 มีปริมาณทั้งสิ้น 292,514 คัน ลดลง 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น รถยนต์นั่ง 83,390 คัน ลดลง 11.5% รถเพื่อการพาณิชย์ 209,124 คัน ลดลง 13.1% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนท์นี้ มียอดขายจำนวน 183,223 คัน ลดลง 16.8%

"ตลาดรถยนต์ ครึ่งปีแรก มีอัตราการเจริญเติบโตลดลง ด้วยยอดขายรวม 292,514 คัน ลดลง 12.6% สืบเนื่องมาจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง ตลอดจนเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดในภาคใต้ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นระยะๆ แม้ว่าภาครัฐจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ตลอดจนการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ก็ตาม ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเจริญเติบโตลดลง 13.1% และตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเม้นท์นี้ มีอัตราการเติบโตลดลง 16.8% สำหรับตลาดรถยนต์นั่งลดลง 11.5% อย่างไรก็ตามประมาณการขายในไตรมาสที่ 2 ของปี มีแนวโน้มหดตัวน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี"

นายวุฒิกร กล่าวต่อไปว่า ตลาดรถยนต์ในเดือน มิถุนายน มีปริมาณการขาย 53,222 คัน ลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นอัตราการเติบโตที่ลดลงน้อยที่สุดของปี 2550 แสดงให้เห็นถึงแน้วโน้มเชิงบวกของเศรษฐกิจโดยรวมและมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ประกอบกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนมิถุนายนไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีอัตราการเติบโตลดลง 5.6% รวมทั้งรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนท์นี้ลดลง 9.0 % เช่นเดียวกันกับตลาดรถยนต์นั่งที่ปรับตัวลดลง 0.7%

"ตลาดรถยนต์เดือนกรกฏาคม มีแนวโน้มระดับการขายทรงตัว ตามสถิติการขายแล้ว เดือนกรกฏาคมจะเป็นเดือนที่มียอดขายต่ำเป็นอันดับ 3 ของปี อันเนื่องมาจากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูการขาย อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เจาะเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงของค่ายรถยนต์ต่างๆ และข้อเสนอเช่าซื้อที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญทำให้ตลาดรถยนต์สามารถรักษาระดับการขายไว้ ส่วนปัจจัยราคาน้ำมันและปัจจัยอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมนั้น ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป"

ตลาด "มอเตอร์ไซค์" หดตัวต่อเนื่อง ฮอนด้าปรับลดเป้าเหลือ1.3ล้านคัน (posted on 16/07/2007)

"ฮอนด้า" ชี้การเมืองเศรษฐกิจพ่นพิษ ทำตลาดมอเตอร์ไซค์หดเหลือ 1.75 ล้านคัน ตัดสินใจปรับลดเป้าลงเหลือ 1.3 ล้านคัน เดินเกมจัดกิจกรรมตลอดครึ่งปีหลัง พร้อมส่งรถรุ่นใหม่กระตุ้นยอดขาย

นายโทชิยูกิ อินูมะ กรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า จากช่วงต้นปีที่มีการคาดการณ์ยอดขายรถจักรยานยนต์ในปีนี้ไว้ประมาณ 1.76 ล้านคันนั้น ปรากฏว่าสถานการณ์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะในด้านความเชื่อมั่น ทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดโดยรวมมีอัตราการเติบโตที่ลดลง

ทำให้เชื่อว่ายอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในปีนี้จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.75 ล้านคัน ส่วนฮอนด้านั้นเดิมตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1.2 ล้านคัน แต่จากปัจจัยข้างต้นทำให้บริษัทตัดสินใจปรับลดเป้าหมายลดลงมาอยู่ที่ 1.175 ล้านคัน ลดลงจากปีที่แล้วที่มียอดการจำหน่ายอยู่ที่ 1.38 ล้านคัน

ส่วนสถานการณ์ช่วงครึ่งปีหลัง นั้น เห็นได้ว่าในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายของรถจักรยานยนต์ยังคงลดลง ซึ่งฮอนด้าได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการมองหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่มาทำตลาด โดยเฉพาะการสร้างภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายที่มุ่งเน้นสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า การพัฒนาร้านค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

"ในด้านของตัวผลิตภัณฑ์นั้น เราพยายามนำเสนอรถเกียร์อัตโนมัติหรือ เอ.ที. และเทคโนโลยีต่างๆ ให้กับลูกค้ามากที่สุด ด้วยการพัฒนาบุคลากรและดีลเลอร์ ให้มีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ ที่เรานำมาเสนอ และนำมาใส่ไว้ในรถรุ่นใหม่ของเราด้วย"

ในส่วนของยอดจำหน่ายที่ลดลงนั้น อีกปัจจัยหนึ่งน่าจะมาจากอัตราการครอบครองรถจักรยานยนต์ของคนไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4 คนต่อรถ 1 คัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร โดยแนวโน้มการเติบโตของตลาดนั้น จะเป็นกลุ่มคนที่มีรถจักรยานยนต์อยู่แล้ว และมีการเปลี่ยนรถรุ่นใหม่มากกว่า

"ยกตัวอย่างเช่นในเขตกรุงเทพฯเอง วันนี้ภาคการขนส่งการคมนาคมมีความสะดวกสบายมากขึ้น มีกลุ่มลูกค้าที่ถือครองรถจักรยานยนต์อยู่เป็นจำนวนมาก เราก็ปรับกลยุทธ์หันไปจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์แล้ว มาเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราแทน"

ตลาดรถครึ่งปีแรกยอดวูบ12.6% หวั่นฝนกระหน่ำซ้ำทรุดอีกระลอก (posted on 16/07/2007)

ตลาดรถครึ่งปีแรกชะลอตัวต่อเนื่อง ทำยอดขายได้แค่ 2.9 แสนคันเท่านั้น ตกไปแล้ว 12.6% เป็นผลจากปัจจัยลบรุมเร้า ส่วนยอดขายเดือนมิถุนายนติดลบน้อยลง เผยมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อจากภาครัฐเริ่มเป็นผล คาดเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มทรงตัว หลังก้าวเข้าสู่ฤดูฝน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายสะสมครึ่งปีแรกนี้ว่า มีปริมาณทั้งสิ้น 292,514 คัน ลดลง 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น รถยนต์นั่ง 83,390 คัน ลดลง 11.5% รถเพื่อการพาณิชย์ 209,124 คัน ลดลง 13.1% ในจำนวนนี้เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน จำนวน 183,223 คัน ลดลง 16.8%

ทั้งนี้ยอดขายในตลาดรวมนั้น อันดับที่ 1 คือ โตโยต้า ขายได้ 126,251 คัน ลดลง 7.4% ส่วนแบ่งตลาด 43.2% อันดับที่ 2 อีซูซุ 66,753 คัน ลดลง 23.5% ส่วนแบ่งตลาด 22.8% และอันดับที่ 3 ฮอนด้า 31,880 คัน ลดลง 5.2% ส่วนแบ่งตลาด 10.9%

ส่วนตลาดรถยนต์นั่งนั้น อันดับที่ 1 คือ โตโยต้า 43,530 คัน ลดลง 4.2% ส่วนแบ่งตลาด 52.2% ตามด้วยฮอนด้า 26,587 คัน ลดลง 20.3% ส่วนแบ่งตลาด 31.9% และเชฟโรเลต 3,804 คัน เพิ่มขึ้น 81.7% ส่วนแบ่งตลาด 4.6%

รถกระบะขนาด 1 ตัน (pure pick up และรถกระบะดัดแปลง PPV) อันดับที่ 1 โตโยต้า 75,436 คัน ลดลง 12.4% ส่วนแบ่งตลาด 41.2% ตามด้วยอีซูซุ 61,785 คัน ลดลง 24.3% ส่วนแบ่งตลาด 33.7% และอันดับที่ 3 นิสสัน 16,451 คัน เพิ่มขึ้น 27.1% ส่วนแบ่งตลาด 9.0% ในจำนวนนี้มีปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (PPV) ในตลาดรถกระบะขนาด 10,942 คัน แบ่งเป็น โตโยต้า 7,483 คัน อีซูซุ 3,037 คัน และฟอร์ด 422 คัน

ส่วนสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนมิถุนายน 2550 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 53,222 คัน ลดลง 4.2% แบ่งออกเป็น รถยนต์นั่ง 15,914 คัน ลดลง 0.7% รถเพื่อการพาณิชย์ 37,308 คัน ลดลง 5.6% รวมทั้งรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนต์นี้ จำนวน 32,904 คัน ลดลง 9.0%

สำหรับปริมาณการขายตลาดรถยนต์รวมนั้น อันดับที่ 1 คือ โตโยต้า 25,562 คัน เพิ่มขึ้น 3.9% ส่วนแบ่งตลาด 48.0% ตามด้วยอีซูซุ 11,002 คัน ลดลง 22.9% ส่วนแบ่งตลาด 20.7% และฮอนด้า 5,735 คัน ลดลง 0.5% ส่วนแบ่งตลาด 10.8%

ตลาดรถยนต์นั่ง อันดับที่ 1 โตโยต้า 8,775 คัน เพิ่มขึ้น 14.2% ส่วนแบ่งตลาด 55.1% ตามด้วยฮอนด้า 4,984 คัน ลดลง 13.0% ส่วนแบ่งตลาด 31.3% และเชฟโรเลต 610 คัน เพิ่มขึ้น 76.3% ส่วนแบ่งตลาด 3.8%

ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (pure pick up และรถกระบะดัดแปลง PPV) อันดับที่ 1 โตโยต้า 15,643 คัน ลดลง 2.2% ส่วนแบ่งตลาด 47.5% ตามด้วยอีซูซุ 10,096 คัน ลดลง 24.0% ส่วนแบ่งตลาด 30.7% และนิสสัน 2,517 คัน เพิ่มขึ้น 117.9% ส่วนแบ่งตลาด 7.6% ในจำนวนนี้มีปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (PPV) 1,952 คัน แบ่งเป็น โตโยต้า 1,462 คัน อีซูซุ 420 คัน ฟอร์ด 70 คัน

นายวุฒิกรกล่าวต่อว่า ตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรกถือว่ามีอัตราการเจริญเติบโตลดลง ด้วยยอดขายรวม 292,514 คัน ลดลง 12.6% สืบเนื่องมาจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง ตลอดจนเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดในภาคใต้ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นระยะๆ แม้ว่าภาครัฐจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ตลอดจนการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ก็ตาม

ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเจริญเติบโตลดลง 13.1% และตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนต์นี้มีอัตราการเติบโตลดลง 16.8% สำหรับตลาดรถยนต์นั่งลดลง 11.5% อย่างไรก็ตาม ประมาณการขายในไตรมาสที่ 2 ของปี มีแนวโน้มหดตัวน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี

สำหรับตลาดรถยนต์ในเดือนมิถุนายน มีปริมาณการขาย 53,222 คัน ลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นอัตราการเติบโตที่ลดลงน้อยที่สุดของปี 2550 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกของเศรษฐกิจโดยรวม และมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ประกอบกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนมิถุนายนไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีอัตราการเติบโตลดลง 5.6% รวมทั้งรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนต์นี้ลดลง 9.0% เช่นเดียวกันกับตลาดรถยนต์นั่งที่ปรับตัวลดลง 0.7%

ส่วนตลาดรถยนต์เดือนกรกฎาคม มีแนวโน้มระดับการขายทรงตัว ตามสถิติการขายแล้วเดือนกรกฎาคมจะเป็นเดือนที่มียอดขายต่ำเป็นอันดับ 3 ของปี อันเนื่องมาจากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูการขาย อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เจาะเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงของค่ายรถยนต์ต่างๆ และข้อเสนอเช่าซื้อที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญทำให้ตลาดรถยนต์สามารถรักษาระดับการขายไว้ ส่วนปัจจัยราคาน้ำมันและปัจจัยอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมนั้น ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

Major to tap upcountry demand (posted on 16/07/2007)

Major Cineplex Group Plc, the country's biggest cinema chain, says it will expand aggressively this year and next year in the upcountry market, responding to the boom in Thai movies.

According to chairman Vicha Poolvaraluck, SET-listed Major has already invested 200 million baht in 35 screens in provinces near Bangkok including Pathum Thani, Nakhon Pathom and Ayutthaya.

The cinemas are mostly in superstore malls such as Tesco Lotus, said Mr Vicha, whose estimated net worth of $200 million placed him 22nd on the Forbes Asia list of Thailand's wealthiest people last week.

Thai films accounted for half of the 2.5 billion baht earned by the country's movie market in the first six months of this year, he said. In Bangkok, the revenue ratio of Thai versus Hollywood films was 50:50 but in the provinces it was 60:40. About 50 Thai movies are expected to be released this year, up 10% from last year.

Mr Vicha predicted that in the near future, Thai movies would surpass Hollywood films in revenue, partly because of their rising popularity but also because of the growing number of Thai movies in the market.

He forecast 30% growth from last year for the overall movie market, to five billion baht. Major's first-quarter revenue rose 41% year-on-year to 1.5 billion baht, helped by brisk sales for the two King Naresuan blockbusters.

In markets outside of Bangkok, Mr Vicha said, Major intended to follow the growth of superstores such as Tesco Lotus, Carrefour and Big C.

In Bangkok, the company would look to add both stand-alone cinemas, as well as more screens in shopping malls, he said.

On the corporate front, Major will enter a new phase on Wednesday when units of its Major Cineplex Lifestyle Property Fund begin trading on the Stock Exchange of Thailand. The fund has been fully subscribed and raised 2.3 billion baht, reaching the target the company had set.

The property fund owns two of the group's cineplexes, located on Ratchayothin Road and in Rangsit.

One billion baht from the funds raised will be invested in project called Ratchayothin Avenue and the rest will go for the development of at least one entertainment complex and other projects planned in the future.

Mr Vicha in a personal capacity is also a major shareholder of McThai Co, the local operator of McDonald's restaurants. He said Major was working with the delivery service of McThai to deliver legal VCDs and DVDs of Hollywood films as part of an effort to combat movie piracy.

Major holds the rights to films from big studios including Columbia, Paramount Pictures and Buena Vista, through Pacific Marketing and Entertainment Group (PMPG).

''With 300 staff of McThai's delivery service, I think we can ... deliver convenience to customers at home after they place an order online,'' Mr Vicha said.

He estimated the country's home-entertainment business could be worth as much as 12.5 billion baht a year but said a large part of that value had been taken away by pirated movies.

Major reported a first-quarter consolidated net profit of 196.88 million baht, an increase of 34.7% from 146.19 million in the same period last year. The company's shares closed on Friday on the Stock Exchange of Thailand at 18.80 baht, unchanged, in trade worth 34.72 million baht.

"สุวิทย์" ส่งคนททท.คุมบอร์ดอีลิทการ์ด (posted on 16/07/2007)

"สุวิทย์" รื้อโครงสร้างบอร์ดอีลิท เพิ่มคนการท่องเที่ยวคุมอำนาจ ด้านผู้ว่าการททท.ยันทำงาน 6 เดือนได้ผลตามเป้า เล็งปีหน้าสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว 6 แสนล้านบาท ชู 7 มหัศจรรย์ไทยแลนด์กระตุ้นการเดินทาง

ร.ท.สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ผู้บริหารโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิท ซึ่งเป็นบริษัทลูกของททท.ใหม่ ในการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 16 ก.ค. นี้ โดยจะเปลี่ยนแปลงระเบียบคณะกรรมการใหม่ ให้ระบุชัดเจนว่าจะต้องมีตัวแทนจากททท. เข้าร่วมอย่างน้อย 3 คน จากเดิมไม่ได้ระบุเพื่อให้มีส่วนร่วมการทำงานตรวจสอบการทำงานมากขึ้น หลังได้เปลี่ยนแปลงแผนธุรกิจครั้งใหญ่มาแล้ว

รายงานข่าวระบุว่าในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงบอร์ดทั้งสิ้น 4 ราย โดยเสนอชื่อนางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการททท. นายสันติชัย เอื้อจงประสิทธิ์ และนางสาวเพ็ญสุดา ไพรอร่าม 2 รองผู้ว่าการททท. พร้อมด้วยนายสงขลา วิชัยขัทคะ ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจะเป็น 4 คนที่เข้ามาแทนนายสมชัย บุญนำศิริ นายปราโมทย์ โชคศิริกุลชัย และนางพรศิริ ที่ครบวาระ

ทั้งนี้ ร.ท.สุวิทย์ เห็นว่าต้องการได้ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย เข้ามาช่วยดูแลบริษัทให้มากขึ้น ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอาจเสนอให้ นายวสิงห์ กิตติกุล บอร์ดในชุดปัจจุบันทำหน้าที่ ส่วนนายสมใจนึก เองตระกูล ประธานบอร์ด ได้ยืนยันจะไม่ลาออกตามกระแสข่าวแน่นอน และพร้อมทำงานให้ครบวาระถึงปีหน้า

ด้านนางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการททท. กล่าวถึง การทำงานครบ 6 เดือนในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการททท. ว่า ตนพร้อมเข้าสู่กระบวนการประเมินผลงานของคณะอนุกรรมการประเมินผลงานผู้ว่าการททท. ที่มีนายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ เป็นประธาน ช่วงเดือนนี้ เพราะมั่นใจว่าได้ทำเต็มที่ และจะทำรายได้การท่องเที่ยวถึงเป้าหมาย 547,500 ล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยว 14.8 ล้านคนแน่นอน แม้ในครึ่งปีแรกสถานการณ์การท่องเที่ยวจะไม่ดีนัก โดยได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมือง และความไม่สงบจนทำให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทาง และมีอัตราเติบโตน้อยกว่าเป้าหมาย

"ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง 11 ม.ค.2550 ก็ทำงานเต็มที่มาตลอด แม้มีปัจจัยลบเยอะทั้งเรื่องการเมือง หรืองบประมาณในททท. ที่มีหนี้ และงบเหลืออยู่น้อย แต่ในการประชุมแผนประจำปี ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ ททท. ทุกฝ่ายเร่งทำการตลาดเชิงรุกให้หนักกว่าเดิม เพื่อกระตุ้นชาวต่างชาติให้เดินทาง เข้ามาทดแทนครึ่งปีแรกที่ชะลอให้มากที่สุด อีกทั้งหลังจาก ททท. ได้งบทำการตลาดพิเศษจากรัฐบาลมา 239 ล้านบาท จะช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น" นางพรศิริ กล่าว

นางพรศิริ กล่าวว่า ส่วนการประชุมแผนการตลาดประจำปี 2551 สรุปเป้าหมายการดำเนินงานว่า จะสร้างรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน ขณะที่ยอดนักท่องเที่ยวจะเพิ่มอีก 5% จากปีนี้

อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวไทย ปรับเป้าหมายลดลงจากประมาณการครั้งแรก เพราะคาดว่าปีหน้าคนไทยจะใช้จ่ายเดินทางประหยัดขึ้น โดยมีนักท่องเที่ยวที่ 83 ล้านคน และการสร้างเงินสะพัดอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท

สำหรับแผนการตลาด จะชูความโดดเด่น 7 สิ่งมหัศจรรย์ในไทย ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวเก่า และใหม่รวมกัน ประกอบด้วย 1.วิถีไทย หัวใจของแผ่นดิน เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2.วิถีไทย มรดกของแผ่นดิน เช่น แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก 3.ความหลากหลายทางทะเล 4.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น การนวดสปา 5.แหล่งท่องเที่ยวยุคใหม่ที่เข้ากระแสนิยม (เทรนดี) เช่น โรงแรม ร้านอาหารแนวบูติค 6.เทศกาลท่องเที่ยวที่สำคัญ และ 7.ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมการท่องเที่ยวในประเทศจะมีมากกว่า 300 กิจกรรม

แผนการตลาดช่วงเดือน ก.ค.-ธ.ค.นี้ ททท.จะเน้นสร้างภาพลักษณ์และความเข้าใจอันดีต่อประเทศไทย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา ผ่านการโฆษณาสื่อระดับนานาชาติเช่น สถานีโทรทัศน์บีบีซี รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เที่ยวไทยให้สนุก เติมความสุขให้ชีวิต และแจกอะเมซิ่ง คูปอง เงินสดลดทั่วไทย เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางถึง 82 ล้านคนในสิ้นปี

'เรตติ้ง'...?? มาตรการที่ยังคลุมเครือไร้ความชัดเจน (posted on 16/07/2007)

ขณะนี้ที่ธุรกิจทีวี ยังต้องแข่งขันขับเคี่ยวกันเต็มที่ ทั้งสมรภูมิ "ข่าว" และ "ละคร" ผู้ประกอบการธุรกิจทีวี ก็ยังต้องเจอศึกหนักครั้งใหญ่จากภาครัฐ ว่าด้วยเรื่อง "ระบบการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์" หรือ "เรตติ้งรายการ" ที่เล่าเอาคนทีวีปั่นป่วน เกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ กับการทำงานไปพร้อมๆ กัน เนื่องด้วย (ร่าง) คู่มือการจัดระดับควาเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมลงวันที่ 22 มิถุนายน 2550) ระบุ เวลาสำหรับเรตติ้ง "น" และ "ฉ" เพิ่มเติมว่า

เรตติ้ง "น" รายการที่เด็กต้องได้รับคำแนะนำในการรับชมจากผู้ใหญ่ แพร่ภาพออกอากาศได้เฉพาะช่วงเวลา 09.00-16.00 น. ในวันธรรมดา และช่วงเวลา 20.00-05.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์-วันหยุดราชการ และ เรตติ้ง "ฉ" รายการสำหรับผู้ชมที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป แพร่ภาพออกอากาศได้เฉพาะช่วงเวลา 22.00-04.00 น.


วิธีการและมาตรการที่คลุมเครือ

จากงานสัมมนา "ผลกระทบของการจัดเรตติ้ง" ของสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจทีวี ต่างแสดงความคิดเห็นร่วมกัน โดย นายวิทวัส ชัยปาณี นายากสมาคมธุรกิจโฆษณาแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอผลการวิจัยพฤติกรรมการดูทีวีของเด็กและเยาวชน ของบริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ซ ว่า ช่วงเวลาการดูทีวีของเด็กอายุ 4-14 ปี ช่วงที่ดูทีวี จะมีตั้งแต่ 19.00 น. - 20.00 น. -21.00 น. และ ช่วงเวลาการดู 22.00 น. จะเท่ากับ 18.00 น. ขณะที่ช่วง 23.00 น. จะเท่ากับ 17.00 น. ซึ่งถือเป็นช่วงที่เยาวชนดูทีวีเยอะเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ การกำหนดกฎเกณฑ์ของรัฐ ยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการดูทีวีของเด็กและเยาวชน เพราะ เด็กและเยาวชน จะใช้เวลาประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง สำหรับการดูทีวีต่อวัน ขณะที่ใช้วเลา 5-6 ชั่วโมงสำหรับการดูอินเตอร์เน็ต

ส่วนพฤติกรรมการดูทีวี จะเลือกโปรแกรมที่ตัวเองชอบ แล้วเปิดทิ้งไว้ โดยสามารถทำหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน ทั้งการเล่นเน็ต การดูทีวี และบางครอบครัวจะมีการอัดรายการที่ตัวเองชอบไว้ดู หากเวลาที่ออกอากาศจริงไม่สามารถอยู่ดูได้ และปัจจุบันในอินเตอร์เน็ตตามเวปไซด์ต่างๆ มีการอัดคลิปรายการไว้สำหรับผู้ที่สนใจให้เข้ามาดูได้ด้วย เพราะฉะนั้นเด็กและเยาวชน จึงสามารถเลือกดูรายการทีวีที่ตัวเองชอบได้จากสื่ออื่นๆ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่ที่ทีวีเพียงอย่างเดียว

อีกทั้งการกำหนดเรตติ้ง "น" หรือ "ท" ยังเป็นอะไรที่คลุมเครือ โดยเฉพาะ "น"... คลุมเครือที่สุด โดยรายละเอียดที่ระบุคือ เป็นรายการที่ผู้ชมอายุระหว่าง 13-18 ปี ต้องได้รับคำแนะนำในการชมจากผู้ใหญ่ เพราะมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในเรื่อง (1) เพศ (2) ภาษา (3) พฤติกรรม และความรุนแรงในระดับไม่มาก ซึ่งถ้าดูแค่ประเด็นเรื่องภาษา โดยหลักเกณฑ์ของรัฐ ระบุไว้ว่า "ภาษาที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสมในเรื่อง การใช้ภาษาไวยากรณ์ทางภาษา การใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ล่อแหลม หมิ่นเหม่ สื่อความหมายในเชิงลบ รวมถึงการใช้ภาษาที่ก้าวร้าว ดูหมิ่น นำมาซึ่งการลดทอนศักดิ์และศรีของผู้ฟัง" เพียงแค่นี้ การ์ตูนที่ฉายทางทีวีมาก่อนหน้านี้ ทั้ง ทอมแอนด์เจอร์รี่ โรดรันเนอร์ หรือป๊อบอาย ก็ไม่รู้ว่าจะไปออกอากาศในช่วงไหนได้แล้ว

จากเหตุและผลดังกล่าว ทำให้ทีวีมีข้อจำกัด สำหรับการแข่งขัน โดยเฉพาะกับเคเบิลทีวี ที่ไม่ถูกควบคุมตามมาตรฐานเรตติ้งของรัฐ หรือ ถ้ารัฐจะให้ควบคุมเคเบิลทีวีด้วย ก็สรุปว่า เคเบิลทีวีจะไม่มีอีกต่อไป เพราะทำธุรกิจไม่ได้ เนื่องจากรายการส่วนใหญ่ของเคเบิลทีวี เป็นเรตติ้ง "น" และ "ฉ"


กำหนดเวลาเรตติ้งปัญหาคาใจ

ความคลุมเครือของการกำหนดเรตติ้งนั้นคือ ปัญหาใหญ่ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน และยังมีอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ฝ่ายผู้ประกอบการ อันประกอบด้วย สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ องค์กรตัวแทนของผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สมาคมผู้ประกอบการวิทยุโทรทัศน์ สมาคมผู้ผลิตละครโทรทัศน์ไทย นักวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง และสมาคมธุรกิจโฆษณาแห่งประเทศไทย คัดค้านอย่างหนักคือ การกำหนดเงื่อนไขเวลา โดยมีการทำหนังสือคัดค้านยื่นต่อนายกรัฐมนตรีไปว่า "สมาพันธ์ ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับหลักการแนวคิดการนำระบบการกำหนดเวลาออกอากาศมาใช้ควบคู่กัน

"สมรักษ์ ณรงค์วิชัย" ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่รัฐต้องการจัดเวลาสำหรับรายการเด็กและเยาวชน ในช่วงเย็น แต่เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ยังดำเนินการไม่สำเร็จ เพราะรายการที่มียังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ซึ่งเรื่องนี้ ผู้บริหารสถานีขอเวลา เพราะการจะทำรายการให้ประสบความสำเร็จ หรือการพัฒนารายการให้เกิดได้จริงๆ ต้องใช้เวลา

นอกจากนี้ "สมรักษ์" ยังยอมรับ สถานีมีความผิด ในแง่ของการโปรโมทละคร เพราะเลือกที่จะไปตัดต่อฉากที่มีความรุนแรง ซึ่งจริงๆ มีเพียงไม่กี่ฉากในละครแต่ละเรื่อง ขึ้นมาเป็นฉากโปรโมท ซึ่งเรื่องนี้สถานีพร้อมที่จะแก้ไข เพียงแต่ขอว่าการกำหนดมาตรการอะไรขึ้นมาควบคุมดูแล ควรจะเป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างผู้สร้างกฎและผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่งมาควบคุม

เมื่อฝ่ายปฏิบัติออกมาโต้แย้งเช่นนี้ ฝ่ายควบคุมคือรัฐ ก็หยุดชงักไปเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายสุดแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป เพราะรัฐบาลยังต้องรอให้อนุกรรมการประสานงานเรตติ้งสื่อ ขึ้นมาทำหน้าที่ปรับปรุง (ร่าง) คู่มือเรตติ้งเจ้าปัญหากันอีกรอบ โดยคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบ ยังคงยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างอย่างรวดเร็ว และบอกว่ามาตรการรูปแบบใหม่นี้ จะใช้ดุลยพินิจและวิจารณญาณในการควบคุมของสถานีโทรทัศน์เอง

"พลากร สมสุวรรณ" ผู้จัดการฝ่ายรายการ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด บอกว่า การจัดเรตติ้งนั้นทางสถานีเป็นผู้กำหนดเองก็จริง แต่เมื่อกำหนดแล้ว ออกอากาศไปแล้ว รัฐจะมีอีกหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งจะเป็นตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระททรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขึ้นมากำกับดูแลอีกครั้ง ซึ่งหากข้อกำหนดยังคลุมเครือไม่มีบัดทัดฐานที่ชัดเจน เชื่อได้แน่ว่า การกำหนดเรตติ้งรายการ จะเป็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

ไทยปิดฉากมือปืนรับจ้างผลิต (posted on 16/07/2007)

โรงงานรับจ้างผลิต-ประกอบสินค้าไทยใกล้ถึงบทอวสาน นักวิชาการชี้ 5 กลุ่มสินค้าเสี่ยงไม่เร่งปรับตัวมีสิทธิตายหมู่ เหตุต้นทุนแรงงาน วัตถุดิบ เทคโนโลยีสู้จีน เวียดนามและกลุ่มเอเชียใต้ไม่ได้ "สันติ"เรียก 36 กลุ่มอุตฯสมาชิกส.อ.ท.ถกมาตรการรับมือ ก่อนพบเจ้ากระทรวงพาณิชย์ จันทร์ที่16 ก.ค.นี้ ด้านกรมโรงงานโชว์ตัวเลข 6 เดือนปิดกิจการกว่า 1,200 โรง เม็ดเงินลงทุนหายเกือบแสนล้าน

สืบเนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตของไทย ที่ได้พัฒนาตัวเองตามลำดับในช่วง30 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ต่อมาขยับเขยื้อนเข้าสู่ยุคผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นล่ำเป็นสันในปัจจุบัน แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ใครปฏิเสธไม่ได้คือ อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกของไทยในวันนี้ ยังเป็นแค่โรงงานรับจ้างประกอบสินค้า-รับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า(โออีเอ็ม)เป็นส่วนใหญ่

ความเฟื่องฟูในภาคอุตสาหกรรมนี้หลายสิบปีที่ผ่านมา ถึงตอนนี้เริ่มสัมผัสกับคำว่าโรงงานเจ๊ง ลอยแพคนงาน สาเหตุหนึ่งมาจากการแข่งขันอย่างรุนแรงจากประเทศที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ผสมโรงกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกของไทยอย่างหนัก


++ฟันธงอุตฯรับจ้างผลิตใกล้อวสาน

ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากบทเรียนกรณีบริษัท ไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ย่านบางนา-ตราด ปิดโรงงาน-ลอยแพคนงานนับพันๆคน แม้ในเวลาต่อมาโรงงานจะเปิดกิจการตามเดิมก็ตามที แต่สภาพที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างผลิต รับจ้างประกอบสินค้า ส่งออกให้กับบริษัทต่างชาติ ซึ่งในอนาคตอุตสาหกรรมประเภทนี้ จะปิดกิจการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับสาเหตุสำคัญๆ ที่เป็นสัญญาณทำให้อุตสาหกรรมรับจ้างการผลิต รับจ้างประกอบสินค้าไทยถึงกาลอวสาน คือ ผู้ผลิตของไทยต้องแข่งขันอย่างรุนแรงกับประเทศผู้รับจ้างผลิตสินค้ารายใหม่ที่มีค่าแรงถูกกว่า โดยคู่แข่งดังกล่าวที่สำคัญคือ จีน เวียดนาม และกำลังมีคู่แข่งขันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ปากีสถาน บังคลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย เป็นต้น

จุดเสี่ยงต่อมาคือ ไทยยังเสียเปรียบประเทศคู่แข่งขันเหล่านี้ ในแง่การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะเขาให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติที่มากกว่า แถมยังได้รับสิทธิพิเศษ นอกจากการเข้าไปลงทุนผลิตเพื่อส่งออกแล้วยังสามารถจำหน่ายสินค้าในประเทศเหล่านี้ได้ด้วย ที่สำคัญตลาดในแต่ละประเทศคู่แข่งเหล่านี้ขนาดตลาดใหญ่มหึมา ยกตัวอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากร 1,300 ล้านคน หรืออินเดียมีประชากร 1,100 ล้านคน อินโดนีเซียมีประชากร 220 ล้านคน กระทั่งเวียดนามเองมีประชากร 86 ล้านคน เป็นต้น ทำให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้มีคู่แข่งมากขึ้น

อีกปัจจัยสำคัญ จากการที่ประเทศคู่แข่งเหล่านี้โดยเฉพาะเวียดนาม และจีนอยู่ในช่วงเริ่มต้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก ทำให้มีการจัดหาเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าได้ทุกระดับ และช่วยลดต้นทุนได้ดีกว่าไทยที่ส่วนใหญ่ยังเป็นแหล่งรองรับเครื่องจักรเก่า สุดท้ายต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของไทยที่สูงกว่าทำให้เสียเปรียบ

"ต่อนี้ไปเราจะเห็นโรงงานเทคโนโลยีที่ไม่พัฒนา ในภาคอุตสาหกรรมนี้ของไทย จะทะยอยปิดกิจการลงเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข็งได้ ยิ่งค่าเงินบาทแข็งเข้ามาซ้ำเติม จะส่งผลให้ปิดตัวเร็วขึ้นไปอีก ต่อไปนี้ให้จับตาค่าเงินหยวนของจีนจะทยอยปรับให้แข็งค่าขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาครวมทั้งเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอีก และจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยหนักข้อขึ้นอีก "


++จับตา5กลุ่มรับจ้างผลิต

ดร.สมภพ ยังกล่าวย้ำว่า จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมรับจ้างผลิตจะได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยงที่น่าห่วงที่สุดได้แก่ การผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า รองเท้า ของเด็กเล่น และอาหาร เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้กรรมกรแรงงานแทนเครื่องจักรค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตามทั้ง5กลุ่มอุตสาหกรรม ใช่ว่าจะหมดหนทางรอด หากเร่งหามาตรการต่างรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น อาทิ การผนึกกำลังสร้างห่วงโซ่อุปทานโดยเชื่อมโยงการผลิตทุกขั้นตอนให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุน การสร้างแบรนด์เนมสินค้าขึ้นมาเพื่อการแข่งขันในตลาดบน แทนการรับจ้างผลิตสินค้าราคาถูก รวมถึงการเร่งลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า การสร้างความเชื่อมโยงการนำเข้า-ส่งออกในภูมิภาคให้มากขึ้นเพื่อลดความรุนแรงของการแข่งขัน


++ส.อ.ท.ครวญเสียโอกาสทั้งขึ้นทั้งล่อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวเช่นกันว่า นอกเหนือจากความเสี่ยงในการเป็นประเทศรับจ้างผลิตสินค้าที่หลายกลุ่มสินค้าส่อเค้าจะต้องปิดกิจการลง ความเสี่ยงอีกตัวที่เลี่ยงไม่ได้นั้นก็คือการแข็งค่าของเงินบาทยังเป็นตัวเร่งให้ปิดตัวเร็วขึ้น ทั้งนี้ผลกระทบจากบาทแข็งค่าที่ใกล้แตะ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐเต็มทีแล้ว ซึ่งอัตรา 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐถือเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบในประเทศผลิตเพื่อส่งออก

"ยกตัวอย่างกลุ่มการพิมพ์ ที่ได้รับผลกระทบแล้ว ตั้งแต่ระยะแรกที่บาทแข็งค่าทำให้กลุ่มสิ่งพิมพ์มีรายได้ลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นออเดอร์ล่วงหน้าเฉลี่ย 6 เดือนถึง1 ปี ขณะนี้มีออเดอร์ที่เข้ามาแล้วตั้งแต่ปลายปี2549 จนถึงไตรมาสแรกปี2550 ในอัตราแลกเปลี่ยนที่ 36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ พอบาทแข็งค่าอยู่ที่ 33 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ได้รับเงินบาทน้อยลง การผันผวนของค่าบาทในลักษณะนี้ทำให้ผู้ประกอบการบางรายถึงขั้นขาดทุนไปแล้ว"

สำหรับผลกระทบระยะยาวหากบาทยังแข็งค่าต่อไปอีก ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสการดึงทุนจากต่างประเทศเข้ามา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ และ ฮ่องกง มองว่าไทยเหมาะสมที่จะเป็นฐานการผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการส่งออก แต่เวลานี้เมื่อค่าเงินบาทไม่เสถียรต่อเนื่อง โอกาสที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้คงเกิดได้ยากขึ้น


++ทั้งปีแข่งกันพลาดเป้า

ขณะที่ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ยังยืนยันตามเดิมว่าถ้าบาทแข็งค่าถึง 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐถือว่าภาคการส่งออกอยู่ในขั้นที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องเผชิญกับผลกระทบหลัก 3 ส่วนคือ หนึ่ง ต้องขายขาดทุนต่อเนื่อง สอง เริ่มทยอยลดการผลิตลง และสาม ผู้ผลิตต้องแปรสภาพไปเป็นผู้นำเข้าแทน หากเกิด 3 อย่างนี้พร้อมกันอย่างต่อเนื่องผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ผลิตป้อนให้กับตลาดในประเทศก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนซึ่งเป็นวัตถุดิบของสินค้าสำเร็จรูปอีกที และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนเอสเอ็มอี

"มูลค่าการส่งออกจากกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ตั้งเป้าว่าปี2550 จะเพิ่มขึ้นจาก 1.5 ล้านล้านบาทในปี2549 เป็น1.8 ล้านล้านบาท น่าจะทำไม่ได้ โดยมีสาเหตุจากบาทแข็งค่าต่อเนื่อง"


++ธุรกิจขาดทุนสะสมต่อเนื่อง

นายสมศักดิ์ บริสุทธนกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สอท.กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากว่า 20% ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ขณะที่ค่าเงินของประเทศเพื่อนแข็งค่าขึ้นเพียง 3-10% ส่งผลให้ผู้ประกอบการประสบภาวะขาดทุนสะสมมาเรื่อยๆ รวมถึงไม่สามารถขายสินค้าได้ และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลกระทบให้ผู้ส่งออกให้ประสบภาวะขาดทุนมากขึ้นไปอีก โดยในส่วนของสมาชิกกลุ่มพลาสติกนั้นในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้จะมีการหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางรับมือภาวะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ และนำข้อเสนอแนะไปเจรจาหาทางออกร่วมกับผู้ผลิตวัตถุดิบและภาครัฐต่อไป

ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สอท. ระบุว่า ภาคเอกชนคงตกอยู่ในภาวะลำบากและไม่รู้ว่าจะหาทางออกหรือปรับตัวอย่างไรได้ทัน ปัญหาค่าเงินบาทในปัจจุบันเป็นภาวะที่เสี่ยงและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกมากที่สุด

ทั้งนี้ค่าเงินบาทไทยมีปัญหาอยู่ 3 ประการคือแข็งมาก แข็งเร็ว และแข็งมากกว่าประเทศคู่แข่ง โดยหากสาธารณรัฐประชาชนจีนและเวียดนามมีการปล่อยเสรีค่าเงินมากขึ้นก็จะผลกระทบของค่าเงินบาทก็จะบรรเทาลง อย่างไรก็ตามในระยะยาวเห็นว่าผู้ประกอบการสิ่งทอส่งออกควรจะปรับตัวโดยการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตส่วนกรณีบริษัท ไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ที่ปิดตัวลงและเปิดในเวลาต่อมานั้น มองว่านอกจากปัญหาอื่นแล้วๆ ปัญหาค่าเงินบาทเป็นปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมกิจการของบริษัทดังกล่าว


++16 ก.ค.เอกชนตบเท้าพบพาณิชย์

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กล่าวว่า เวลานี้บาทแข็งค่าต่อเนื่องจนภาคเอกชนบริหารต้นทุนไม่ทัน การส่งออกราคาก็ไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะเงินแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยขณะนี้แข็งค่าไปแล้วเฉลี่ย 18-20% ฉะนั้นรายใดที่ขายสินค้าโดยยืนที่ราคาเดิมจะเจรจากับลูกค้าค่อนข้างยากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งวัตถุดิบในประเทศอย่างกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป อัญมณี รองเท้า สิ่งทอ อาหารแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี

อย่างไรก็ตามในวันจันทร์ที่ 16 กรกฏาคม นี้ ส.อ.ท.จะระดมสมาชิกจากภาคอุตสาหกรรม 36 กลุ่มมาหรือกันและในวันเดียวกันก็จะเข้าพบกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อหารือถึงผลกระทบจากบาทแข็งค่าต่อเนื่องในขณะนี้


++ครึ่งปีปิดกิจการแล้วกว่า 1,200 โรง

จากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายนปี 2550 มีโรงงานผลิตสินค้าแจ้งขอเลิกกิจการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 1,254 ราย คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 94,861.43 ล้านบาท มีจำนวนคนตกงาน 35,614 คน เปรียบเทียบยอดขอเลิกกิจการในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,256 ราย จำนวนเงินลงทุน 12,066.41 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนคนตกงาน 29,499 คน

ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่มีผู้ขอยกเลิกกิจการมากที่สุดเป็นกิจการประเภทการซ่อมแซมยานยนต์ 117 ราย จำนวนเงินลงทุน 816.65 ล้านบาท รองลงมาได้แก่อุตสาหกรรมประเภทการทำผลิตภัณฑ์คอนกรีต คอนกรีตผสมยิปซัม หรือปูนปลาสเตอร์ 72 ราย จำนวนเงินลงทุน 564.01 ล้านบาท และอุตสาหกรรมประเภทการขุดหรือลอก กรวด ทราย หรือดิน 71 ราย จำนวนเงินลงทุน 303.45 ล้านบาท สำหรับจังหวัดที่มีการขอเลิกกิจการมากที่สุดคือจังหวัดกรุงเทพฯจำนวน 303 ราย รองลงมาคือระยอง 89 ราย และปทุมธานี 49 ราย

สายการบินหนีตายโลว์ซีซั่นไทยปีนี้ กระหน่ำแคมเปญลดค่าตั๋วกว่า 50%กระตุ้นกำลังซื้อสุดฤทธิ์ (posted on 16/07/2007)

ธุรกิจสายการบินชักแถวอัดโปรโมชั่นลดราคาตั๋วโดยสาร 40-50% ชูกลยุทธราคานำทางการแข่งขันในยุคเศรษฐซบจากพิษการเมืองและค่าเงินบาท กดโลว์ซีซั่นเมืองไทยปีนี้แย่กว่าปีก่อนๆถึง 20% คาเธ่ย์เผยปีนี้ ผู้โดยสารขาออกจากประเทศไทยถดถอยหนักเพียงประเทศเดียวในภูมิภาค เหตุคนชะลอจับจ่าย วอนทุกสายการบิน และ หน่วยงานรัฐเร่งจัดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวให้คึกคัก ขณะที่น้องใหม่ เจ็ทแอร์เวย์จากอินเดียเผยคนในวงการยอมรับโลวซีซั่นปีนี้แย่ที่สุดในรอบ 5 ปี

ใครจะคิดว่าธุรกิจสายการบินที่กำลังไปได้สวย ภายใต้นโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี ที่เติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ ต้องมาสะดุดเพียงประเทศไทยแห่งเดียว จนต้องทำให้ทุกสายการบินต้องหนีตาย ด้วยการจัดแคมเปญโปรโมชั่น อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอด โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซั่นปีนี้ ที่เกือบทุกธุรกิจต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสาหัสสากัน โดยหวังว่าปีหน้าฟ้าใหม่ และรัฐบาลชุดใหม่ จะเข้ามาฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญของการเปิดเส้นทางบินในแต่ละครั้ง จะต้องคำนวณผู้โดยสารทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ เพราะหากมีเพียงดีมานด์จากเที่ยวใดเที่ยวหนึ่ง คงไม่คุ้มกับค่าน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด หรือมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของการทำธุรกิจนี้

ดังนั้นโลว์ซีซั่น จึงเป็นช่วงสำคัญที่สุด และถือเป็นการทดสอบฝีมือการทำงานของผู้บริหารที่กุมบังเหียน ที่จะใช้กลยุทธ์ใดมาดึงดูดลูกค้าให้ใช้บริการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ธุรกิจสายการบินก็ถูกแขวนไว้กับสภาพเศรษฐกิจ ที่จะสะท้อนถึงกำลังซื้อ จากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งปีนี้อาจจะไม่ใช่ปีทองของประเทศไทย

พราะจากความวุ่นวายทางการเมือง การชุมนุมประท้วง สภาพอากาศที่แปรปรวนฤดูฝนมาเร็วกว่าปกติ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทุกอย่างล้วนเป็นปัจจัยลบที่มากระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อถดถอย ซึ่งธุรกิจสายการบินลูกค้าสำคัญคือนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ จึงหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มๆ

***คาเธ่ย์รับขาออกประเทศไทยปีนี้หงอย**
นายยงยุทธ จุลินตานนท์ ผู้จัดการ ฝ่ายขายและการตลาด ประจำประเทศไทยและพม่า สายการบิน คาเธ่ย์ แปซิฟิก เปิดเผยว่า ช่วงโลว์ซีซั่นปีนี้ สำหรับประเทศไทย บริษัท ได้จัดแคมเปญร่วมกับบัตรวีซ่าของทุกธนาคาร จำหน่ายตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางจากกรุงเทพ ไปปลายทางที่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ในราคาลดพิเศษ 30-50% จากราคาปกติ เริ่มจำหน่ายตั้งแต่บัดนี้ถึงเดือนกันยายน 2550 ซึ่งทุกช่วงโลว์ซีซั่น บริษัทจะใช้กลยุทธ์ลดราคาตั๋วเครื่องบินเพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออยู่แล้ว แต่ปีนี้ยอมรับว่ากำลังซื้อลดลงกว่าทุกๆปีในช่วงเดียวกัน ซึ่งธุรกิจสายการบินจะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันหมด จึงต้องเร่งออกแคมเปญเพื่อให้ตลาดกลับมาคึกคักมากขึ้น

ทั้งนี้ราคาตั๋วเครื่องบิน สำหรับ สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก เที่ยวออกจากประเทศไทย ขณะนี้หลายเส้นทางบริษัทใช้แคมเปญลดราคาประมาณ 20,30 และ 50% หลายเส้นทางจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ในช่วงเดียวกัน ปีนี้จะลดราคาลงมากกว่าที่เคยลดอยู่ทุกปีราว 20%

ทางด้านอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวบิน ขณะนี้อยู่ที่ 60-70% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ถือว่าลดลงเยอะ เพราะทุกปีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวบินจะอยู่ที่ ประมาณ 80% สาเหตุหลักน่าจะมาจากภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ปีนี้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น การแข็งตัวของค่าเงินบาท ส่งผลกับธุรกิจส่งออก ตลอดจนพนักงานลูกจ้างบริษัท เหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบด้วย นอกจากนั้นสถานการณ์ทางการเมืองก็มีผลกระทบ ทำให้ผู้ที่ยังมีกำลังซื้อรู้สึกว่าต้องใช้เงินอย่างรอบคอบเนื่องจากเกิดความไม่มั่นใจ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศก็กังวลเรื่องความปลอดภัยจึงชะลอการเดินทาง แต่ทั้งนี้ ครึ่งปีหลัง สถานการณ์น่าจะคลี่คลายและดีขึ้นตามลำดับ

“ต้องการให้ทุกสายการบิน และหน่วยงานรัฐ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ช่วยกันจัดแคมเปญสร้างบรรยากาศในการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะสลับกันออกแคมเปญในแต่ละหน่วยงาน เพื่อจะได้มีแคมเปญออกมาอย่างต่อเนื่อง ตลาดจะได้คึกคักทั้งการเดินทางภายในประเทศและต่างประเทศ “ นายยงยุทธ กล่าว

**เจ็ทแอร์เวย์สลด50%ทุกชั้นที่นั่ง**
ทางด้านนางสาว รจนกร แกล้วเกษตรกรณ์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด สายการบิน เจ็ท แอร์เวย์ส ประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า เจ็ทแอร์เวย์ เป็นสายการบินใหม่ ที่เพิ่งเปิดเส้นทางเข้ามาประเทศไทยได้ประมาณ 6เดือน ใน 2 เส้นทาง คือ เดลี่- กรุงเทพฯ และ กากัตต้า- กรุงเทพฯ ซึ่งในส่วนของผู้โดยสารขาเข้า มีผู้ใช้บริการเป็นที่น่าพอใจ อัตราบรรทุกเฉลี่ยต่อเที่ยว 80-90% แต่ ในช่วงขาออกจากประเทศ ยอมรับว่ายังมีผู้ใช้บริการจำนวนไม่มากนัก เฉลี่ย 25-30%

ดังนั้นจากเดือนนี้ไปถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของประเทศไทย ทางสายการบินจึงจัดแคมเปญพิเศษ ออกมากระตุ้นตลาด โดยร่วมกับ 17 บริษัทนำเที่ยว จัดแพกเกจทัวร์ราคาพิเศษ เพื่อเดินทางไปอินเดียใน 3 เส้นทางหลัก อาทิ ทัชมาฮาล ,สิขิม และ เนปาล และในส่วนของผู้โดยสารทั่วไปได้ร่วมกับตัวแทนจำหน่าย จัดโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาถูก ลดลงจากราคาปกติ 40-50% สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปยังกรุงเดลี และกัลกัตต้า ประเทศอินเดีย โดยราคาบัตรโดยสารไป/กลับ กรุงเทพฯ - เดลี และกรุงเทพฯ - กัลกัตต้า ชั้นคลับพรีเมียร์ อยู่ที่ 15,000 บาท และ 13,000 บาท และสำหรับชั้นประหยัดราคา อยู่ที่ 9,500 บาท และ 7,000 ตามลำดับ โดยราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีและน้ำหนักส่วนเกิน คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารขาออกจากกรุงเทพได้อีกราว 5% ต่อเที่ยวบิน

“แม้เจ็ทแอร์เวย์ส จะเป็นสายการบินที่เพิ่งเปิดบินเข้ามาในประเทศไทย แต่ก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันบ้างกับผู้ที่อยู่ในธุรกิจสายการบินด้วยกัน ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โลว์ซีซั่นปีนี้ถือกว่าอาการหนักที่สุดในรอบ 4-5 ปี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน สาเหตุก็มาจากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และ ค่าเงินบาท ซึ่งทำให้คนยังไม่พร้อมจะจับจ่าย” นาวสาวรจนกร กล่าว

***ชักแถวเล่นสงครามราคา**
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แต่สายการบินต่างประเทศที่เร่งจัดแคมเปญโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย แม้พี่ใหญ่อย่างสายการบินไทย ปีนี้ ยังหันมาเล่นสงครามราคาด้วยการประกาศลดราคาตั๋วเครื่องบิน ลงกว่า 40-50% เป็นเหตุให้สายการบินต้นทุนต่ำ(โลว์คอสต์)ต้องออกมาโวยวาย โดยเส้นทางบินภายในประเทศ ใช้แคมเปญว่า “บินสบายกับการบินไทย” ส่วนเส้นทางต่างประเทศใช้แคมเปญ “บินทวงฝันกับการบินไทย” จับลูกค้าวัยเกษียณ ซึ่งทั้งสองแคมเปญดังกล่าว การบินไทย ได้ปรับลดราคาตั๋วเครื่องบินเฉลี่ยที่นั่งละ 40-50% จากราคาปกติ ซึ่ง นายวัลลภ พุกกะณะสุต รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทยจำกัด(มหาชน) ให้เหตผลว่า เพื่อกระตุ้นให้มีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่นปีนี้ ที่มีจำนวนผู้โดยสารน้อยลง โดยเฉพาะขาออกนอกประเทศเนื่องจากคนไทยชะลอการจับจ่าย แคมเปญนี้คาดว่าจะเข้ามาช่วยให้ต่อเที่ยวบินของการบินไทยมีจำนวนที่นั่งว่างลดลง

สำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งมีเจ้าตลาดด้านราคาอย่างไทยแอร์เอเชีย ซึ่งประกาศนโยบายชัดเจน ในเรื่องของการใช้ราคาเป็นตัวนำในการทำตลาดตลอดปี ซึ่งโลว์ซีซั่นปีนี้ ก็จัดโปรโมชั่น”ขอบคุณ” ด้วยราคาตั๋วโดยสารต่ำสุดเริ่มต้นที่ 199 บาทต่อที่นั่ง สำหรับเส้นทางในประเทศ และ 299 บาทต่อที่นั่ง สำหรับเส้นทางต่างประเทศ ส่วนสายการบินนกแอร์ ที่เคยวางตำแหน่งทางการตลาดในกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ด้วยกันว่าเป็นระดับพรีเมียมกว่าด้วยบริการ เช่น บริการเลือกที่นั่งตามใจชอบ เช็คอินน์ทางโทรศัพย์ หรือ บริการอื่นๆ ก็ยังไม่วายต้องมาเล่นโปรโมชั่นราคาเช่นกัน โดยอาศัยช่วงครบรอบ 3 ปี อัดโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินที่นั่งละ 3 บาท ส่วนสายการบินวันทูโก สายการบินราคาประหยัด ที่ชูจุดขายราคาเดียวทุกที่นั่ง ก็ยังต้องใช้โปรโมชั่นราคาเป็นจุดดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคด้วยแคมเปญ ตั๋วเครื่องบินที่นั่งละ 299 บาท และ ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเส้นทางกระบี่ แถมที่พักฟรี 1 คืน

คนกรุงเทพฯ มีความสุขกับ คุณภาพชีวิตปัจจุบันลดลง (posted on 16/07/2007)

สมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทยรายงานผลการวิจัย ThaiView ไตรมาส 2 ของปี 2550

ซึ่งเป็นการสำรวจทัศนคติของคนจำนวน 500 คน ในเขตกรุงเทพฯ พบว่า โดยรวมคนมีความสุขน้อยลง ในขณะที่เพิ่มความกังวลในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะเริ่มตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง 79% และจะคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อ 40% และออมผ่านธนาคาร 33%

ความสุขกับคุณภาพชีวิตปัจจุบันลดลง จาก 91% เหลือ 85% ความกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมือง (การเมือง/ภาคใต้) มีมากขึ้น โดยมองว่าปัญหาต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง อาชญากรรม จะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงใน 1-2 ปี ข้างหน้า

จากที่คนกรุงเทพเคยให้ความสนใจในการพักผ่อนหย่อนใจ/ท่องเที่ยว ในไตรมาสนี้กลับลดความสำคัญลงไป เป็นที่น่าสังเกตว่าได้มีการลดกิจกรรมสันทนาการในแหล่งชุมชน อาทิ ชมภาพยนตร์ เข้าศูนย์การค้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกังวลในความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

นางสาววิริยา วรกิตติคุณ นายกสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ผู้ที่มั่นใจมากและค่อนข้างมั่นใจต่อสภาวะเศรษฐกิจของตัวเองในการศึกษาครั้งนี้มีเพียง 25% ซึ่งน้อยลงถึง 20% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสถานะ D และ E ซึ่งมีเพียง 18% เท่านั้นที่มั่นใจและค่อนข้างมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจของตนเอง

นอกจากนี้ยังพบว่า คนกรุงเทพทำงานเพื่อรายได้มากขึ้น โดยหางานพิเศษ (14%) ทำงานมากกว่า 1 แห่ง (7%) และค้าขายพิเศษ (8%) และมีเวลานอนหลับน้อยลง (23%) 18% ของกลุ่มผู้สุงอายุ (อายุ 50 ปีขึ้นไป) และ 19% ของกลุ่มผู้มีสถานะ DE กล่าวว่าพวกเขาไม่มีความสุข หรือไม่มีความสุขเลยกับคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน

การวิจัย ThaiView ครั้งนี้ยังได้สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพต่อการเกษียณอายุ ซึ่งพบว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มเป้าหมายยังมองว่าอายุ 60 ปี เป็นเวลาของการเกษียณ โดยกลุ่มที่มีอายุ 25-29 ปี คาดว่าจะเกษียณอายุเร็วขึ้นคือก่อนอายุ 60 ปี (46%) และมีคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ A วางแผนที่จะเกษียณอายุ 50-55 ปี (31%)

ในด้านการวางแผนเพื่อเกษียณอายุ กลุ่มเป้าหมาย (68%) ตั้งเป้าที่จะเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุ 41 ปีแต่ในความเป็นจริงคนที่อายุมากกว่า 40 ปี กว่าครึ่งหนึ่งยังไม่ได้มีการวางแผนแต่อย่างใด

การวางแผนดังกล่าวประกอบด้วย การรักษาสุขภาพ (21%) รองลงมา คือ การหารายได้ เช่น มีธุรกิจของตนเอง (18%) การเก็บออม (18%) และการซื้อประกันชีวิต (18%)

กลุ่มเป้าหมาย รู้สึกว่า "วัยเกษียณ" เป็นวัยแห่งการพักผ่อน (41%) และต้องการความสงบ (28%) ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 25 – 29 ปี มองว่า วัยเกษียณ เป็นวัยที่จะได้มีเวลาทำสิ่งที่ต้องการ อาทิ เลี้ยงสัตว์ ออกกำลังกาย และท่องเที่ยว (16%)

โดยรวมคนกรุงเทพ มีความสุขกับคุณภาพชีวิตปัจจุบันลดลงจาก 6 เดือนที่แล้ว และมีการเตรียมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ไทยไทใน ‘คานส์’ (posted on 16/07/2007)

จบไปแล้วนะครับ สำหรับเทศกาลประกวดผลงานโฆษณา ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองคานส์ ฝรั่งเศส เพิ่งจัดกันไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง ปีนี้คนไทยได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินงานโฆษณาที่นั่นกันสามคนครับ

ซึ่งผมเองก็โชคดีได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในนั้น โดยบินไปตัดสินก่อนเทศกาลจริงจะเริ่มประมาณสี่วัน ส่วนอีกสองท่านคือคุณต่อ สันติศิริ บิ๊กบอส TBWA และคุณตรง ตันติเวชกุล Executive Creative Director จาก Y&R จากการได้ไปสัมผัสบรรยากาศจริงถึงในห้องตัดสิน ผมจึงเพิ่งเข้าใจว่าทำไมเทศกาลนี้เค้าถึงได้เป็น Big Bang ของวงการโฆษณาโลกยาวนานมาถึงปีที่ 54

นอกจากระบบการจัดการชั้นครู ตั้งแต่การเนรมิตคานส์ให้เป็นเมืองโฆษณาตลอดอาทิตย์ ปาร์ตี้หลากสีสันจากเอเจนซี่ชั้นนำ จำนวนผู้ร่วมชมงานและผลงานโฆษณาที่ถูกส่งเข้าแข่งขันมากสุดในโลก ระบบการจัดเก็บและอัพเดทผลการตัดสินที่มีประสิทธิภาพทันใจสุดๆถึงขนาดมีเว็บไซต์ canneslionslive.com

อย่างเดียวไม่พอ ยังออกหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจ Lion Daily รายงานสดผลงานที่เข้ารอบและได้รับรางวัลแบบวันต่อวัน รวมทั้งการจัดสัมมนาหัวข้อร้อนๆโดยสามารถเชิญบิ๊กเนมจากทั่วโลก เช่น Al Gore มาถกเรื่องโลกร้อนและคอนเสิร์ต Live Earth, Bobby Charlton มาพูดเรื่องการตลาดทีมฟุตบอลแมนยูฯ

สิ่งที่ทำให้คานส์เหนือชั้นสุดๆ เนี่ย! เห็นจะเป็นการที่เค้าให้ความสำคัญกับคุณค่าของรางวัลมากๆ ดังนั้นเวทีนี้จึงยอมให้ผู้ชนะ Gold Lion เท่านั้นที่ได้รับเกียรติขึ้นเวทีไปรับรางวัล

สำหรับ Silver จะได้แค่ฉายโชว์งานระหว่างการประกาศผล ส่วน Bronze เนี่ย ลองหลับตานึกถึง End Credit เวลาหนังจบน่ะครับ คานส์จะขึ้นชื่อเอเจนซี่และประเทศเรียงกันเป็นตับๆขึ้นมาแบบนั้น

เปรียบได้กับออสการ์ยังไงยังงั้นแหละครับ มีแต่ Winner เท่านั้นที่ได้รับการยกย่อง ความขลังนี้เองที่เป็นมนต์มหัศจรรย์ของคานส์ ที่นั่น คุณต้องได้ Gold เท่านั้น คุณจึงจะเป็นที่ยอมรับนับถือ

เชื่อมั้ย!ครับว่า เพื่อนกรรมการของผม Antonio Lopez บอสใหญ่เอเจนซี่ Contrapunto แห่งสเปนถึงกับเมาหัวทิ่มบ่อที่เขาไม่สามารถคว้า Gold Lion กลับกรุงมาดริดได้ ถึงแม้ปีนี้เขาจะได้มาถึง 2 Silvers, 3 Bronzes

ปีล่าสุดนี้ นับเป็นปีทองของวงการโฆษณาไทยในคานส์เลยครับ เพราะเป็นปีแรกที่คนไทยได้ Gold Lion สูงสุดตั้งแต่ส่งงานเข้าชิงชัย โดยได้ถึง 5 สิงโตทองจาก 3 ลูกค้าหลัก คือ Clima Bike Lock ผลงาน Leo Burnett ในหมวด Press Lions และ Outdoor Lions ประเภทโปสเตอร์, WWF ผลงาน Ogilvy &Mather ในสองหมวดเดียวกัน และ HomePro Sale ผลงาน BBDO ในหมวด Promo Lions ประเภท Best Use of TV in a Promotional Campaign

ย้อนหลังไปดูปี 2006 เนี่ย ไทยได้สิงโตทองมา 3 ตัวครับ จากหนัง SmoothE ผลงาน Jeh United, Bangkok Insurance ผลงาน Creative Juice/G1 และสื่อสิ่งพิมพ์ Kodak SD Card ผลงาน Ogilvy &Mather ปี 2005 ได้มาถึง 4 สิงโตทองจากหนัง Energy Conservation ผลงาน Saathchi & Saatchi, รถกระบะ Ford ผลงาน JWT สื่อสิ่งพิมพ์ Tamiya ผลงาน Creative Juice/G1 และ National Park ผลงาน Ogilvy &Mather

ย้อนหลังไปอีกนิด ปี 2004 ไทยได้มาแค่ 2 สิงโตทองจากหนัง Unif Green Tea ผลงาน BBDO, Soken ผลงาน EuroRSCG Flagship ปี 2003 เราได้สิงโตทองมาเพียงตัวเดียวจากสื่อสิ่งพิมพ์ FedEx ผลงาน BBDO เช่นเดียวกับปี 2002 จากหนังโฆษณา Giffarine ผลงาน BBDO ก่อนที่สิงโตทองจะหดหายไม่เห็นแม้เงาหางในปีก่อนหน้า

เพ่งอดีตดีๆเนี่ยจะเห็นชัดว่าไม่ง่ายเลยนะครับ กว่าเราจะก้าวมาอยู่จุดนี้ เราใช้เวลาไปทั้งหมดถึง 48 ปีถ้าเอาการยอมรับของเวทีคานส์เป็นที่ตั้ง

ดั้น ผมคิดว่าครีเอทีฟไทยคิดผิดนะ ที่ไม่ยอมออกไปทำงานต่างประเทศ... Tham Khai Meng บิ๊กครีเอทีฟของ Ogilvy & Mather Asia ทักผมแบบให้แง่คิด ระหว่างที่เราดวดเบียร์เคล้าเปียโนในค่ำคืนหนึ่ง

ครีเอทีฟไทยมีศักยภาพมากพอที่จะไปเรียกเงินเดือนดอลล่าร์สูงๆในระดับอินเตอร์ ดูอย่างคนสิงคโปร์ มาเลย์ อินเดีย นั่นปะไร... Eugene Cheong ก็อปปี้ไรเตอร์เทพคู่ใจเขาเช็ดแว่นไปพูดไปอย่างครุ่นคิด

ผมอ้าปากกำลังจะตอบ แต่ลูกน้องฝรั่งไฟแรงของพวกเขาแย้งสวนขึ้นมาแทน... เมืองไทยน่าอยู่จะตาย ไอยังอยากไปทำงานที่นั่นเลย ได้เที่ยวทั่วไทยชีวิตคงมีความสุขมากๆ... อิอิ แถมผู้หญิงไทยก็สวยสุดๆ

ผมนึกขอบใจแทนหนุ่มฝรั่งคนนั้น และพาลนึกขอบคุณไปถึงทีมงานเอเจนซี่ โปรดักชั่นเฮาส์ และลูกค้าทุกคนที่ช่วยกันผลักดันมาตรฐานจนเดี๋ยวนี้ผลงานโฆษณาไทยเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก

เรามีทั้งประเทศที่น่าอยู่ ต่างชาติเองก็ยอมรับในฝีไม้ลายมือ

เราเดินทางมาไกลมาก จากเดิมที่เคยลอกเลียนไอเดียฝรั่ง จนถึงวันที่งานโฆษณาไทยค้นพบลักษณะเฉพาะของตนเอง ประกาศเอกราชทางความคิดไม่ต้องเดินตามก้นใครอีกต่อไป

ช่วยกันรักษาไอเดียไทยไทในงานโฆษณาไว้ดีๆนะครับ... แล้วเราคงได้เชิดสิงโตทองกันทุกปี

7 มหัศจรรย์เมืองไทย (posted on 16/07/2007)

สำหรับประเทศไทยแม้จะไม่มีชื่อเข้ารอบกับเขาเลย แต่เมื่อมองดูตัวเราเองแล้วและไล่เลียงหา "ความมหัศจรรย์" ที่ใครๆ ก็สัมผัสได้ ก็พบว่ามีอยู่มากมาย ในที่นี้ขอคัดเลือกมาเพียง 7 รายการ ให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยพิจารณาว่าตรงกับใจท่านหรือไม่


+ โครงการโฮปเวลล์... สโตนเฮนจ์แห่งเอเชีย

ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2533 ยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายมนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ลงนามในสัญญาสัมปทานโครงการจัดสร้างระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับ กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศฮ่องกงที่มีนายกอร์ดอน วู เป็นประธานกรรมการบริหาร โครงการนี้ถือเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 80,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและเชื่อมต่อกับระบบขนส่งพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล แม้จะเป็นการก่อสร้างตามแนวเส้นทางรถไฟโดยไม่ต้องเวนคืนที่ดินแต่ก็เกิดปัญหารุมเร้าสารพัดรวมถึงปัญหาการเงินของบริษัท โฮปเวลล์ฯ จนเกิดความล่าช้าของโครงการ เพราะผ่านไป 7 ปี แต่มีความคืบหน้าเพียง 28% เท่านั้น

ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2540 สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติให้ยกเลิกสัญญาสัมปทาน จนนำไปสู่การฟ้องร้องกันไม่รู้จักจบสิ้น สิ่งที่ประเทศไทยได้รับจากโครงการนี้คือ "ตอม่อ" จำนวน 550 ต้น ที่นายกอร์ดอน วู ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ และเวลาที่ชาวต่างชาติมาเห็นแล้วถามว่าอะไร คนไทยจะได้บอกว่า "สโตนเฮนจ์แห่งเอเชีย"


+ โครงการ "รถไฟฟ้า" ขายฝันคนกรุง

แม้วันนี้จะมีรถไฟฟ้าลอยฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดินวิ่งบริการอยู่แล้วสองสาย แต่เพราะปริมาณรถยนต์ที่แน่นขนัดบนท้องถนน และผู้คนกว่า 10 ล้านคนในกรุงเทพมหานครจึงยังมีความต้องการระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพมาช่วยแก้ปัญหาการจราจร ดังนั้นโครงการ "รถไฟฟ้า" ทั้งใต้ดิน และบนดินจึงเป็นความฝันที่นักการเมืองชอบเอามาขายครั้งแล้วครั้งเล่าโดยหวังจะสร้างคะแนนนิยม (ขณะเดียวกันก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจแอบแฝงไว้ด้วย) แต่เพราะเป็นการขายฝันและเพราะเป็นโครงการทางการเมือง โครงการ "รถไฟฟ้า" จึงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ขึ้นอยู่กับว่าใคร จะมาเป็นรัฐบาลช่วงต้นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โครงการรถไฟฟ้าถูกเสกสรรปั้นแต่งมากกว่า 10 สาย จนพันกันยุ่งไปหมด ผลคือ นอกจากความคาดหวังในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้ายังสูงขึ้นทันตา โครงการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเกิดตามเป็นดอกเห็ด แต่ช่วงปลายๆ รัฐบาลจำนวนโครงการลดลงเรื่อยๆ เหลือ 9 สาย เหลือ 7 สาย จนถูกด่าระงม สุดท้ายไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะโดนยึดอำนาจมาถึงวันนี้นอกจากโครงการรถไฟฟ้า BTS ของกรุงเทพมหานครที่ต้องทำต่อเนื่องแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันมีมติให้ดำเนินการเพียง 3 สาย คือ สายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่, สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ, สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งต้องติดตามว่าภาย ในปลายปีนี้ บางซื่อ-ตลิ่งชัน จะเซ็นสัญญาได้ตามกำหนดก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะหมดวาระหรือไม่ แล้วรัฐบาลชุดใหม่จะมาเปลี่ยนแปลง อะไรอีก


+ สนามบินสุวรรณภูมินี่ไงที่สุดในโลก

จากปี 2516 ที่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ซื้อที่ดินหนองน้ำในเขตจังหวัดสมุทรปราการที่มีชื่อว่า "หนองงูเห่า" จำนวน 20,000 ไร่ เพื่อสร้างเป็นสนามบินแห่งที่สองทดแทนสนามบินดอนเมือง ก็เสมือนเป็นการเปิดฉากความมหัศจรรย์แห่งอภิมหาโครงการที่นักการเมืองปากมันและนักธุรกิจทั้งในและนอกประเทศพากันกระโจนเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลากว่า 30 ปี ตราบจนถึงปัจจุบัน ความอื้อฉาวของสนามบินนานาชาติ แห่งที่สองของไทยเริ่มกันตั้งแต่ทุจริตการถมทรายเพื่อปรับพื้นที่ ทุจริตการประมูลก่อสร้างอาคารต่างๆ ทุจริตการจัดซื้ออุปกรณ์ ที่ดังระดับโลกก็คือเครื่อง CTX 9000 ตรวจจับวัตถุระเบิด ฯลฯ

โครงการนี้ได้ถูกเร่งรัดอย่างมากในช่วงปี 2548-2549 กระทั่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2549 แค่ 9 วัน หลังการรัฐประหาร ด้วยการคุยโม้ของผู้บริหารว่าเป็นสนามบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีความเป็นที่สุดมากมาย เช่น มีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก มีโรงซ่อมเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอาคารผู้โดยสารเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฯลฯ

แต่สนามบินสุวรรณภูมิก็คงถูกบันทึกไว้ด้วยว่าเป็นสนามบินใหม่ที่พังเร็วที่สุดในโลกด้วยเพราะหลังเปิดบริการไม่นาน ปัญหารันเวย์แตกร้าวถูกประโคมเป็นเรื่องใหญ่ นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ ถูกเด้งจากตำแหน่งผู้อำนวย การท่าอากาศยานฯ มีการผลักดันให้ย้ายสายการบินในประเทศกลับมาที่สนามบินดอนเมือง และวันนี้ปัญหาการทุจริตถูกขุดขึ้นมาตรวจสอบดำเนินคดี


+ จตุคามรามเทพ กระแสนิยมถล่มทลาย

ท่ามกลางช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าจะหาอะไรพึ่งพาไม่ได้ "จตุคามรามเทพ" คือแสงสว่างที่เกิดขึ้นในใจคนจำนวนหนึ่งว่าโลกนี้ยังมีหวัง โดยเฉพาะในหมู่ผู้คนระดับรากหญ้าที่สามารถหามาบูชาขึ้นคอได้ในระดับราคาไม่กี่ร้อยบาท จากจังหวัดนครศรีธรรมราชกระแสความนิยมระบาดอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ นำไปสู่การจัดสร้างแล้วประมาณ 500 รุ่น และคาดหมายว่าจะมีอีกไม่น้อยกว่า 300 รุ่น ภายในปีนี้ทำให้กระแสเงินสะพัดมากกว่า 25,000 ล้านบาท

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้แม้รัฐบาลจะห่วงว่าอาจจะมีการฉกฉวยหาเงินอย่างไม่สุจริต แต่เพราะเงินที่ไหลเวียนนี้ส่งผลในการสร้างงานต่อผู้คนจำนวน มากและปลายทางยังช่วยในการบำรุงวัดวาอารามทั่วประเทศด้วย ซึ่งรัฐบาลเองไม่สามารถสร้างโครงการที่โดนใจประชาชนเช่นนี้ได้ ก็เลยได้แค่ออกมาปรามพอเป็นพิธี วันนี้ความนิยมในจตุคามรามเทพมิได้จำกัดเฉพาะชาวไทย แต่ชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ยังเหมาทัวร์มาหาไปบูชา และยัง "โก อินเตอร์" ถูกส่งไปยังชุมชนไทยในอเมริกา ล่าสุดกลายเป็นสารคดีโด่งดังที่ประเทศอังกฤษให้ฝรั่งต้องทึ่งในความมหัศจรรย์ของเทพองค์นี้ด้วย


+ ตำรวจไทย ไม่ลงตัว

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว "กองโปลิศ" ถูกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "กรมกองตระเวน" และภายหลังได้ตั้งกองตำรวจภูธรขึ้นในมณฑลต่างๆ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 มีประกาศรวม "กรมพลลาดตระเวน" กับ "กรมตำรวจภูธร" เป็น "กรมตำรวจ" สังกัดกระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ. 2541 กรมตำรวจถูกยกเป็น "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

เพราะการที่ตำรวจมีกำลังพลทั่วประเทศมากกว่า 2 แสนนาย ผู้ที่คุมตำรวจก็เหมือนคุมกองทัพ สมัยรัฐบาลชุดที่แล้วได้ใช้ตำรวจทำงานการเมืองหลายๆ เรื่อง จนดูเหมือนกำลังสร้าง "รัฐตำรวจ" วันนี้เมื่อขั้วการเมืองเปลี่ยน ไป หน่วยงานตำรวจกำลังจะถูกผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง โดยมีข่าวว่าจะให้มีการกระจายอำนาจและให้ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม จนนำมาสู่กระแสคัดค้านของ อดีตนายตำรวจหลายนาย


+ พรรคไทยรักไทย... โตแล้วตายในพริบตา

ชื่อเสียงติดตลาดเร็วเกินคาด ถือเป็นพรรคการเมืองที่เติบโตเร็วจนอาจจะเรียกได้เลยว่าคงจะไม่มีพรรคการเมืองใดทำได้ โดยกำเนิดจากการเป็นผู้นำรัฐบาลเมื่อปี 2545 ในลักษณะรัฐบาลผสมแล้วได้รวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยมาอยู่ในชายคาเดียวกันจนสามารถผูกขาดเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จอย่างที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

จากฐานเสียงสนับสนุน 19 ล้านเสียง และฐานการเงินแน่นปึ้กนับหมื่นล้านบาท ใครเล่าจะคิดว่า "พรรคไทยรักไทย" จะพบจุดจบอย่างไม่คาดฝัน เมื่อถูกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ยึดอำนาจ จนกระทั่งถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ "ยุบพรรค" พร้อมตัดสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน เป็นเวลา 5 ปี

วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย ต้องเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ วันนี้ครอบครัวชินวัตรถูกตรวจสอบทรัพย์สินและถูกอายัดทรัพย์แล้วหลายหมื่นล้านบาท วันนี้พรรคไทยรักไทย ถูกตอกฝาโลงส่งลงหลุมแล้ว

+ รัฐธรรมนูญไทย 75 ปี 16 ฉบับ

นับเป็นเวลา 75 ปี ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พร้อมกับการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญไทย จากฉบับแรก เมื่อปี 2475 ที่มีการนำไปใช้งานนานกว่า 15 ปี 6 เดือน จนถึงฉบับปี 2540 ที่ผ่านมาซึ่งนับเป็นฉบับที่ 16 ของรัฐธรรมนูญไทย คิดเฉลี่ยมีรัฐธรรมนูญไทยฉบับละกว่า 4 ปี ทั้งการร่างใหม่และการฉีกทิ้งด้วยเหตุผลนานัปการ ส่งผลให้ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยเดินหน้าได้อย่างไม่เต็มที่

รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นเครื่องกำหนดระเบียบแบบแผน ของสังคม แต่ละฉบับจะผ่านกระบวนการยกร่างของคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งปัจจุบันได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับการกำหนดลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจเอง ว่าจะรับหรือไม่รับกฎหมายสูงสุดฉบับใหม่

โฆษณาครึ่งปีแรกวูบ ความเชื่อมั่น ศก.คนกรุงลดฮวบ (posted on 16/07/2007)

คอลัมน์ จับกระแสตลาด

จากที่คาดการณ์กันว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและบรรดากลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ เริ่มกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา หลังจากที่ชะลอตัวไปพักใหญ่กับเหตุการณ์ระเบิดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา

ขณะนี้ภาพของเจ้าของสินค้าและนักการตลาดหลายค่ายต่างก็หันมาวางยุทธศาสตร์เชิงรุกให้เห็นกันบ้าง แต่ในภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลับปรากฏว่า โดยภาพรวมแล้วกลับไม่ได้ดีอย่างที่คิดนัก

ล่าสุด นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) ได้รายงานตัวเลขการใช้จ่ายผ่านสื่อโฆษณาในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2550) พบว่า อุตสาหกรรมโฆษณารวมมีการขยายตัวเพียงแค่ 0.48% จากมูลค่า 43,813 ล้านบาทในปี 2549 เพิ่มเป็น 43,603 ล้านบาทในปีนี้ โดยสื่อหลักทุกสื่อมีการขยายตัวที่ลดลงทั้งกระดานอย่างเห็นชัดเจน

โดยสื่อโทรทัศน์ขยายตัวลดลง 3.22%, สื่อวิทยุลดลง 5.32%, สื่อหนังสือพิมพ์ลดลง 5.18%, สื่อนิตยสารลดลง 3.55% เป็นต้น (ดูตารางประกอบ) อย่างไรก็ตามหากมองให้ลึกลงไปจะพบว่า ปีนี้สื่อโทรทัศน์บางสถานีได้ทำการปรับอัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยในอัตราที่มากกว่า 10% ด้วยซ้ำ และมีสื่อจำนวนมากที่จัดแพ็กเกจการขายใหม่ในลักษณะลด แลก แจก แถมกันหนาตาขึ้นไปอีก

นั่นหมายความว่า คำนวณบวกลบแล้วเม็ดเงินโฆษณาหายไปจากอุตสาหกรรมถึงกว่า 10% ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมานี้หรับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ จะลงตัว โดยเฉพาะด้านการเมือง (กรณียุบพรรค) แต่ตัวเลขอุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมกลับปรับตัวลดลงถึง 6.16% และสื่อโทรทัศน์มีอัตราการขยายตัวลดลงไปถึง 11.84%

สูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย

ทิศทางดังกล่าวนี้สอดรับกับผลการวิจัย "ThaiView 7" ของสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย ที่จัดทำขึ้นในช่วงวันที่ 4-10 มิถุนายน ปี 2550 ที่ทำการสำรวจคนกรุงเทพฯจำนวน 505 คน ในกลุ่มคนอายุ 18 ปีขึ้นไป พบว่า คนกรุงเทพฯมีความมั่นใจต่อสภาวะเศรษฐกิจในช่วง 12 เดือนนี้ลดลงถึง 20% จากที่ตอบว่ามีความมั่นใจมากและค่อนข้างมากมั่นใจในสัดส่วน 45% เมื่อปลายปี 2549 ลดลงเหลือแค่ 25% ในการสำรวจครั้งนี้

และพบว่าคนกรุงเทพฯมีการวางแผนความพร้อมสำหรับการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี เพราะเชื่อว่าในระยะสั้นๆ หรือภายใน 6 เดือนจากนี้เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นจะยังคงไม่กลับมา ทำให้คนกรุงเทพฯหันมาใช้จ่ายอย่างประหยัด ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (79%) เปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ (40%) ออมผ่านธนาคารมากขึ้น ( 33%) หารายได้เสริม-รับงานอิสระ (25%) หารายได้เสริม-สร้างธุรกิจขนาดเล็ก (8%) เป็นต้น

ขณะเดียวกันการวิจัยครั้งนี้ยังพบว่า คนกรุงเทพฯยังมองว่าช่วงเวลานี้เหมาะกับการการซื้อของที่ต้องการเพียงแค่ 5% (6 เดือนก่อน 8%) ขณะที่มองว่าเป็นช่วงที่ต้องรอไปก่อนถึง 67% (6 เดือนก่อน 59%) และโดยรวมยังมองว่าในช่วง 6 เดือนจากนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะใช้เงิน

อย่างไรก็ตามโดยรวมยังถือว่าคนกรุงเทพฯยังมีความสุข แต่มีความสุขที่ลดลง โดยคนที่บอกว่ามีความสุขมากและมีความสุข 85% จาก 91% เมื่อปลายปี 2549 และ 12% บอกว่าไม่มีความสุข จากปลายปีที่แล้วที่มีเพียง 8%

ทั้งนี้เป็นเพราะคนกรุงเทพฯต้องใช้ชีวิตแบบดิ้นรนขึ้น และยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจและภาวะการว่างงาน รวมถึงการเมืองที่เพิ่มขึ้น โดยจะเห็นชัดเจนว่า คนกรุงเทพฯมีการพักผ่อนและสันทนาการน้อยลงถึง 44% เพราะต้องทำงานมากขึ้น โดยหันมาทำงานพิเศษเพิ่มขึ้น ทำกิจกรรมสันทนาการน้อยลง

เช่นเดียวกับ "ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย" ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่บอกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมของเดือนมิถุนายน 2550 เท่ากับ 71 ลดลงจากเดืนพฤษภาคม 2550 ซึ่งอยู่ที่ 71.4 โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 71.9 ลดลงจากเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ที่ 72.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 87.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ที่ 87.1

โดยมองว่า สาเหตุที่ดัชนีความเชื่อมั่นยังลดลงต่อเนื่อง มาจากปัจจัยราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับทรงตัวสูง ความกังวลเกี่ยวกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อากรส่งออกและระยยเศรษบกิจในอนาคต รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวสูง

ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังเห็นว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่เกิดผลที่เป็นรูปธรรม

เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคึยังกู่ไม่กลับแบบนี้ เชื่อว่านักการตลาดและบรรดาเจ้าของสินค้าต่างๆคงต้องเสาะหากลยุทธ์ ลูกเล่น ทางการตลาดใหม่ๆเข้ามาเพื่อผลักดันกันอย่างหนักแน่นอนในช่วงครึ่งปีหลังนี้.!!!

ขายตรงทางโทรทัศน์เบนเข็มซบเคเบิล ทีวีไดเร็คชู"คุ้มค่าเงิน"แก้ปมลูกค้าเขียม (posted on 16/07/2007)

ขายตรงทางทีวีคิดหนัก ชี้ลูกค้ามีเงินในกระเป๋าแต่ไม่มีอารมณ์ซื้อ "ทีวี ไดเร็ค" ผลิกคัมภีร์แก้โจทย์ ชูแวลูฟอร์มันนี่ ดึงเงินออกจากกระเป๋า เผยต้นทุนมีเดียขยับ ส่งแค็ตตาล็อกเซลช่วยอีกทาง พร้อมบาลานซ์สัดส่วนรายได้จาก 3 ช่องทาง คาดสิ้นปีรายได้ 800 ล้าน ปรับขบวน เผยหลายค่ายเบนเข็มซบเคเบิลทีวี ผลพวงมีเดียขยับราคา

นายทรงพล ชัญมาตรกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ผ่านมาแม้ว่าโดยภาพรวมของปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองอาจจะไม่เอื้อกับหลายๆ ธุรกิจนัก แต่กับธุรกิจขายตรงทางทีวีนั้นอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจาก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเอและบีที่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ รวมทั้งทีวี ไดเร็ค จะต้องทำการบ้านที่มากขึ้นก็คือ เรื่องของอารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคและลูกค้าทั่วๆ ไป เนื่องจากตอนนี้ผู้บริโภคกลุ่มเอ-บีแม้ว่าจะมีกำลังซื้ออยู่แต่ไม่มีอารมณ์จับจ่าย และมีความระมัดระวังมากขึ้น

นายทรงพลกล่าวด้วยว่า ดังนั้นนอกจากการหาสินค้าและวิธีการต่างๆ เพื่อจูงใจหรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคกลับมามีอารมณ์ แล้วขณะเดียวกันก็จะต้องพยายามทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าได้อะไรที่ มากกว่า เมื่อซื้อสินค้าไปแล้วจะต้องมีความรู้สึกว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป

"ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับการขายตรงทางทีวี การที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีกำลังซื้อแต่ปรากฏว่าเขาไม่มีอารมณ์ซื้อ ไม่อยากจะซื้อ สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ การพยายามทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องดูทีวีโฆษณาสินค้านั้นๆ ก่อน จากนั้นก็จะต้องนำเสนอในแง่ของ value for money เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ"

นายทรงพลกล่าวต่อไปว่า สำหรับทีวี ไดเร็คเองจากนี้ไปก็จะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของแค็ตตาล็อกเซลมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าอยู่ประมาณ 600,000 ราย และกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีการตอบรับกับบริษัทดี ขณะเดียวกันบริษัทก็จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ที่ผ่านมาบริษัทก็ได้ทุ่มงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่จะช่วยพัฒนาบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และจะเป็นการสนับสนุนให้การกระจายสินค้าในแต่ละช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้นโยบายหลักอย่างหนึ่งของบริษัทในช่วงจากนี้ไปก็คือ การพยายามจะทำให้รายได้จาก 3 ช่องทาง

หลักๆ ของบริษัทมีส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือ การขายตรงทางทีวี ไดเร็กต์มาร์เก็ตติ้ง และช่องทางขายปลีก โดยไม่พึ่งช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป

"ที่ผ่านมารายได้จากช่องทางการขายทางทีวีอยู่ในลักษณะที่ทรงๆ ตัว ประกอบกับเราไม่ได้ซื้อมีเดียเพิ่ม ส่วนช่องทางของไดเร็กต์มาร์เก็ตติ้งนั้นโตประมาณ 7-8% และร้านค้าปลีกของเราที่เปิดให้บริการอยู่ตามศูนย์การค้าหรือที่ต่างๆ มีการเติบโตกว่า 20% อีกสิ่งหนึ่งที่บริษัทเน้นมากในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การลดต้นทุน การลดค่าใช้จ่ายภายในลง เพื่อให้มีมาร์จิ้นเพิ่มขึ้น และปีนี้เราคาดว่ายอดขายรวมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย"

พร้อมกันนี้ นายทรงพลยังให้ข้อมูลโดยภาพรวมของธุรกิจขายตรงทางทีวีด้วยว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเร่งระบายสต๊อกสินค้าเดิมที่มีอยู่ เพื่อจะรอสินค้าใหม่ที่จะเริ่มทยอยนำเข้ามาทำตลาดตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 และในช่วงนั้นตลาดก็น่าจะมีความคึกคักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าตอนนี้ผู้ประกอบการหลายๆ รายได้หันไป เน้นการจำหน่ายสินค้าผ่านทางช่องทางที่เป็นเคเบิลทีวีมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่มักจะเน้นการทำตลาดผ่านทางช่องทางฟรีทีวี โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการจะลดต้นทุนจากกรณีที่ฟรีทีวีได้มีการปรับอัตราค่าโฆษณาขึ้นมาระยะหนึ่ง

"นีลเส็น" ปรับโมเดลจัด "เรตติ้ง" เว็บไซต์ ดึงเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ (posted on 16/07/2007)

คอลัมน์ click world

"นีลเส็น/เน็ตเรตติ้งส์" ผู้จัดอันดับความนิยมทางอิน

เทอร์เน็ต มีแนวคิดจะปรับปรุงวิธีตรวจวัดความนิยมและความฮอตของเว็บไซต์ใหม่ จากเดิมที่นับจากจำนวนผู้เข้าชมหน้าเว็บเพจ (page-view) จะเปลี่ยนเป็นการวัดจากจำนวนเวลาในการใช้งานเป็น "นาที" และจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์รวมทั้งหมด เพื่อที่จะสามารถประเมินพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและมูลค่าของเว็บไซต์นั้นได้และถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

คาดว่าการแก้ไขครั้งนี้จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่กระตุ้นให้สินค้าต่างๆ หันมาใช้เม็ดเงินเพื่อการโฆษณาทางออนไลน์มากขึ้น

นีลเส็นฯระบุว่า จากข้อมูลพบว่าผู้ใช้งาน ออนไลน์นิยมใช้วิดีโอออนไลน์มากขึ้น รวมถึงแอป

พลิเคชั่นที่เรียกว่า "Ajax" (Asynchronous JavaScript and XML) ที่ใช้ในการส่งรูป แผนที่ออนไลน์ อีเมล์ หรือเนื้อหาอื่นๆ ทำให้สาวก

ไซเบอร์จดจ่ออยู่บนหน้าเว็บไซต์นานขึ้น และทำให้การเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ลดลง

ดังนั้นหากจะนับแต่จำนวนหน้าในการคลิกเข้าไปชมเว็บไซต์แบบเดิมๆ ก็อาจจะทำให้ผลลัพธ์ ออกมาต่ำกว่าที่ระดับควรจะเป็น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เห็นภาพของผู้ใช้งานประเภทแอ็กทีฟชัดเจนยิ่งขึ้น และยังให้น้ำหนักกับผู้ใช้งานที่ดูวิดีโอ หรือใช้งาน IM (instant messaging) มากขึ้นด้วย

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาจจะใช้เวลาในหนึ่งหน้ากับ "YouTube" ของกูเกิล มากกว่าเว็บ "MySpace" ของนิวส์ คอร์ป ดังนั้นหากวัดผลแบบเก่า ทาง YouTube อาจจะมีจำนวนในการคลิกเข้าดูเว็บไซต์ที่น้อยกว่า

แล้วถ้าลองจัดอันดับแบบใหม่โดยนับจำนวนนาทีที่ใช้ทั้งหมด เว็บไหนจะเป็นเว็บยอดฮิตสำหรับคนในชุมชนไซเบอร์ ?

ผลปรากฏว่า บริษัท AOL ของไทมส์ วอร์เนอร์ และยาฮูจะกลายเป็นสุดยอดแบรนด์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ด้วยตัวเลข 25 พันล้านนาที และ 19.6 พันล้านนาที เพราะจากบริการอีเมล์และอินสแตนต์ แมสเสจ ขณะที่เว็บไซต์ชั้นนำอย่างกูเกิลมีเพียง 110.2 ล้านนาทีเท่านั้น

"สก็อต รอส" ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการเข้าชมอินเทอร์เน็ตของเน็ตเรตติ้งส์ กล่าวว่า การวัดจำนวนนาทีที่ใช้งานต่อเดือนต่อหนึ่งเว็บไซต์ "คือวิธีการวัดที่ดีที่สุดในช่วงระยะเริ่มต้นของการพัฒนาเว็บ 2.0 มากกว่านั้นยังจะสร้างความมั่นใจและความยุติธรรมสำหรับเว็บไซต์ที่มีการใช้สื่อประเภทวิดีโอขนาดยาว หรือ streamline เข้ามาผสม รวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ อย่างเกมออนไลน์ด้วย"

สำหรับบริษัทคู่แข่งด้านการจัดเรตติ้งผู้ชม ออนไลน์อย่างบริษัทคอมสกอร์ ที่วัดความนิยมผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นรายเดือนนั้น ก็เริ่มมีบริการจัดอันดับโดยอาศัยการนับจำนวนเวลาใช้งานเช่นเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา

มากริด อับราฮัม ประธานผู้บริหาร บริษัทคอมสกอร์ ยอมรับว่าการใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องมาจากเทคโนโลยีเว็บ 2.0

"การนับจำนวนหน้าจะไม่สามารถวัดมูลค่า ของเว็บไซต์นั้นได้จริงๆ แต่เราสามารถทำให้ชัดเจนมากขึ้น ถ้าการนับจำนวนหน้าถูกใช้ควบคู่กับระบบการวัดใหม่ๆ ที่จะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น"

ด้านค่ายยักษ์ใหญ่อย่างยาฮู ก็เห็นด้วยกับการจัดอันดับโดยการใช้เวลา เพราะยาฮูเองก็ได้ติดตั้ง "Ajax" เข้ามาใช้งาน ส่งผลให้จำนวนหน้าที่คนดูเข้าชมลดลง และความนิยมก็ตกอันดับด้วย

"ลินด์ โบเกอร์" ผู้ช่วยประธานฝ่ายขายและโฆษณาของยาฮู กล่าวชื่นชมนีลเส็นฯว่า เป็นการตัดสินใจที่ดีมากๆ

"เพราะเวลาที่ใช้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังทำจริงๆ รวมถึงแสดงให้เห็นการเข้าถึงเนื้อหาของพวกเขาด้วย"

"รอส" กล่าวเพิ่มเติมว่า มันก็ไม่แน่เสมอไปว่า การวัดจากจำนวนนาทีที่ใช้งานจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะมีวิธีการวัดผลที่ดีกว่านี้ก็เป็นได้

ถึงแม้หลายฝ่ายจะออกมาเห็นด้วยกับการใช้เวลาเป็นตัวนับในการจัดอันดับความนิยม แต่บริษัทโฆษณาหลายแห่งต่างก็ยังเกิดคำถามตะขิดตะขวงใจอยู่

เจมส์ เคียร์แนน ผู้ช่วยประธานและผู้อำนวยการกลุ่มสื่อดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งมีเดียเวสต์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การวัดโดยใช้เวลานับ เป็นสิ่งที่ดีเพื่อวัดการเข้าถึงของผู้ใช้งานทางออนไลน์ แต่ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงเวลาอันควร ในการจะลดความสำคัญของการจัดอันดับโดยนับจำนวนหน้าลงไป

"ถ้าจะยกเลิกการวัดในลักษณะเดิมออกไปก็คงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอยู่พอสมควร เพราะ นักซื้อสื่อทั้งหลายยังคงต้องพึ่งพาตรงนั้นอยู่"

ขณะที่ "เชอริล ดริเซน" ผู้จัดการทั่วไปแห่งสำนักงานโฆษณาอินเตอร์แอ็กทีฟ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนของผู้โฆษณาออนไลน์ กล่าวว่า "ฉันไม่คิดว่าจะมีอะไรมาแทนที่การนับจำนวนหน้าได้ การใช้เรื่องเวลามาแทนอาจจะดีก็ได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร"

ถึงแม้การนับจำนวนเวลาจะไม่สามารถทดแทนการแก้ปัญหาเรื่องการนับจำนวนหน้าในการเข้าชมได้ทั้งหมด เพราะการใช้เวลามาตัดสินเป็นเพียงตัวแทนของภาพการนำเสนอโฆษณาทางออนไลน์ เพราะโดยเฉลี่ยผู้ใช้งานมีเวลาประมาณ 5 นาทีในการเข้าชมเว็บไซต์ ดังนั้นการที่จะเห็นโฆษณาสักหนึ่งชิ้น หรือ 2 ชิ้นที่เป็นวิดีโอขนาดยาวๆ คงเป็นเรื่องยากพอสมควร

นั่นหมายความว่านักการตลาดคงได้แต่คาดเดาว่า เว็บไซต์ไหนที่โฆษณาตัวหนึ่งจะเข้าถึงกลุ่ม เป้าหมายมากที่สุด และอาจเป็นไปได้ว่านักการตลาดเหล่านั้นจะเข้าไปหาทุกๆ เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

Powered by Information System Department, Dentsu (Thailand) Ltd. 2006